ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

753,859 กระทู้ ใน 29,331 หัวข้อ- โดย 35,349 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: tabiensiam

22 ก.ค. 2018, 11:25 PM
Honda Jazz LoverHonda Jazz Lover Society / ชุมชนคนรักฮอนด้าแจ๊สห้องตกแต่ง / Beauty & Modify (ผู้ดูแล: Carrot, Mr.D, -TUM-, stickylight)รวมข้อมูลในการแต่งรถ New Jazz (ท่อไอเสีย-> P18 )

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 19
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมข้อมูลในการแต่งรถ New Jazz (ท่อไอเสีย-> P18 )  (อ่าน 342628 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
thanawit
มือสมัครเล่น
**

ความดี ความชอบ : 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 6214
กระทู้: 61


สมาชิกเมื่อ: ส.ค. 2009
เพศ: ชาย
จาก: จันทบุรี
ชื่อเล่น: ต้น
รถ: new jazz
รุ่น: S/AT
สี: ฟ้า
ชื่อเล่นรถ: ฟ้าใส


« ตอบ #20 เมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 09:43 PM »

++++ ครับพี่ตั้ม เยี่ยม
บันทึกการเข้า
stickylight
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 532
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 3292
กระทู้: 8,924

ชะตาฟ้าลิขิต...แต่ชีวิตหน่ะ ....ของกู


สมาชิกเมื่อ: ม.ค. 2009
เพศ: ชาย
จาก: นักเดินทาง ผู้ค้นหาชีวิต
ชื่อเล่น: ข้าวเหนียว
รถ: ก็ต้อง แจ๊ซซซซซ สิครับ
รุ่น: sv at
สี: สู่อรุณรุ่งแห่งชีวิต...good morning...สีขาว
ชื่อเล่นรถ: "ลูกหมูคร๊าบบบ"

เว็บไซต์
« ตอบ #21 เมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 10:05 PM »

ขอบคุณคร๊าบ ขอบคุณคร๊าบ ขอบคุณคร๊าบ

ต้องขอขอบคุณแทน เพื่อน ๆ สมาชิก ด้วยครับ
สำหรับ การ สรรสาระ ที่พี่ตั้ม เอามาฝากพวกเรา

เป็นประโยชน์ มากเลยครับ


+ เท่านั้น ที่ ตอบแทนได้ ณ เวลานี้

ปักหมุดเท่านั้นที่ กระทู้นี้ควร จะเป็น

ขอบคุณครับ
 ขอบคุณคร๊าบ
บันทึกการเข้า


ตามดู "ลูกหมู"Click เลยครับ
"ร่วมรณรงค์ใช้รูปจริงของท่าน เป็นรูป Avatar"
jimm
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 5334
กระทู้: 14


สมาชิกเมื่อ: มิ.ย. 2009


« ตอบ #22 เมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 11:05 PM »

เพ่..อยากเห็นรูปการถอดโคลงแต่ละชิ้น..อย่าบอกให้โหลดจากโน่นนี่เด้อ..ปวดหมอง
ช่างที่อู่กะโล้โท้บอกว่าถอดทั้งคันแค่20นาทีก็เสร็จ.. ซุบซิบ
บันทึกการเข้า
Mr.D
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 449
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 325
กระทู้: 13,741


สมาชิกเมื่อ: พ.ค. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Nonthaburi
ชื่อเล่น: Dew
รถ: Jazz 2008
รุ่น: SV
สี: Taffeta white


« ตอบ #23 เมื่อ: 11 ต.ค. 2009, 11:38 PM »

จัด + ไปงามๆคับ สำหรับกระทู้มีสาระดีๆแบบนี้...   เยี่ยม เยี่ยม เยี่ยม


บันทึกการเข้า

จำหน่ายสบู่ oil soap งาน hand made เหมาะสำหรับให้เป็นของขวัญ

mykamron
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 10
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 3311
กระทู้: 46

ສະບາຍດີ ຊາວ ອອນດ້າແຈ້ສ


สมาชิกเมื่อ: ม.ค. 2009
เพศ: ชาย
จาก: ໂຄຮາຊ
ชื่อเล่น: เดี่ยว
รถ: Honda Jazz 2005     (2009 Coming Soon)
รุ่น: VAT
สี: White
ชื่อเล่นรถ: deawzaaa


« ตอบ #24 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 12:51 AM »

จดสังเกตุ

แจ๊ส S,V กับ SV ที่ถึงแม้จะใส่ชุดแต่ง มูเก้นท์ อาร์เอส ก็คือ

ไฟเลี้ยวตรงใต้กระจกมองข้างครับ ถ้ามีแล้ว ไม่ใช้ RS แน่นอน(อาจจะเป็นแกรมมี่ ก็ได้ เพระกระแสของอาร์เอสเค้าแรงจริงๆ อิอิ)

เห็นหลายคันครับ แต่งแล้ว ก็ยังรู้ว่า ไม่ใช่

ถ้าเป็นแจ็สรุ่นเก่าก็ตรง เสาอากาศด้านหน้าหลังครับ
บันทึกการเข้า

ສະບາຍດີ ຊາວ ອອນດ້າແຈ້ສ
OisHi
นักแข่งระดับเทพ
*****

ความดี ความชอบ : 70
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 6672
กระทู้: 2,206


สมาชิกเมื่อ: ก.ย. 2009
เพศ: ชาย
จาก: Thonburi
ชื่อเล่น: Tong
รถ: Honda Jazz
รุ่น: S/AT
สี: Silver


« ตอบ #25 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 09:52 AM »

งานต่อไปคือ โหลดดดดดดดด   


ขอบคุณมากกกครับ   เอาไป 5กระโหลก ในที่สุด
บันทึกการเข้า

ขายน้ำหอมขวดปากกา 10cc. ขายส่งครับ
มือใหม่หัดขาย
ธุรกิจเล็กๆของครอบครัว
http://barnnamhom.weloveshopping.com/
nung_111
เทิร์นโปรแล้วจ้า
***

ความดี ความชอบ : 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 5405
กระทู้: 198

ประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ออกไปหาไม่มีทางเจอ


สมาชิกเมื่อ: มิ.ย. 2009
เพศ: หญิง
จาก: นนทบุรี
ชื่อเล่น: nung
รถ: New Jazz 2009
รุ่น: S AT
สี: Blue
ชื่อเล่นรถ: Jazzy


« ตอบ #26 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 10:04 AM »

ขอบคุณค่ะสำหรับความรู้มากมาย

++++ เยี่ยม เยี่ยม
บันทึกการเข้า
KimKim
นักแข่งระดับเทพ
*****

ความดี ความชอบ : 335
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 3418
กระทู้: 6,767

รับทำเสื้อจ๊า ^^


สมาชิกเมื่อ: ม.ค. 2009
เพศ: ชาย
จาก: Rama II - BKK
ชื่อเล่น: KimKim
รถ: Jazz
สี: Grey Silverstone


« ตอบ #27 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 11:29 AM »

โอว สุโก้ยเลยครับพี่ ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ด้วยคร๊าบบ   ช๊อบ ชอบ
บันทึกการเข้า
top bt
มืออาชีพตัวจริง
****

ความดี ความชอบ : 15
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 5501
กระทู้: 426


สมาชิกเมื่อ: มิ.ย. 2009
เพศ: ชาย
จาก: Chantaburi
ชื่อเล่น: top
รถ: Jazz 2009
รุ่น: SV AT (SRS)
สี: BLACK
ชื่อเล่นรถ: ดำ ดำ

เว็บไซต์
« ตอบ #28 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 12:06 PM »

ดีมากๆๆเลยคับ
พี่tum  ขอบคุณคร๊าบ ขอบคุณคร๊าบ
บันทึกการเข้า

pirate
นักแข่งระดับเทพ
*****

ความดี ความชอบ : 128
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 4608
กระทู้: 2,726

"เดียวดายใต้เงาจันทร์"


สมาชิกเมื่อ: เม.ย. 2009
เพศ: ชาย
จาก: บางใหญ่ นนทบุรี
ชื่อเล่น: Ping Pong
รถ: Jazz GE
รุ่น: V AT ( SRS )
สี: BLACK
ชื่อเล่นรถ: โก๋ป๊อก


« ตอบ #29 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 01:25 PM »

เป็นคัมภีร์ได้เลยครับ ความรู้เพียบ  เยี่ยม
บันทึกการเข้า

ตอนบุปผาโรยรา ใช่ว่ามีเสียงหรือไม่ บุปผาโรยไม่มีเสียง...หัวใจสลาย ก็ไม่มีเสียง
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #30 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 08:26 PM »

มีอะไรเพิ่มเติมเอามาเสริมก็ได้นะครับ จริงๆอยากรู้อะไรก็ search Google ได้ครับ แล้วเลือกอ่านอันที่ดีที่สุดครับ


 ขอบคุณคร๊าบ
บันทึกการเข้า

ekki
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 6026
กระทู้: 41

GE8


สมาชิกเมื่อ: ก.ค. 2009
เพศ: ชาย
รถ: GE8
สี: BG-53M Briliant Sky Metallic


« ตอบ #31 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 09:12 PM »

ข้อมูลมีประโยชน์มากๆครับ

งั้นผมขอเสริมเรื่องการแปลงเป็น Fit RS ครับ
นอกจากจะต้องทำการเปลี่ยนโคมไฟท้ายและไฟเบรดดวงที่ 3 และติด Logo ต่างๆ แล้ว
1.คงต้องเปลี่ยนกระจกหลังด้วย เนื่องจากลวดไล่ฝ้า ลายไม่เหมือนกัน และต้องเป็นกระจกสีเข้มตัดแสง ครึ่งคันครับ
2.คอนโซลหน้าส่วนที่แป็นสีเทาเมทัลลิก ก็จะต้องเปลี่ยนเป็นสีแดงม่วงเมทัลลิก
3. switch ควบคุม central lock ที่อยู่ตรง switch กระจกไฟฟ้าข้างคนขับ ก็จะต้องไม่มี
4.ระบบ แอร์ ก็จะต้องเป็น Auto
5.เบาะนั่งทุกตัวก็จะต้องขลิบด้วยด้ายสีแดง
6.ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้า มีระบบหน่วงเวลาด้วย
7.ช่องเก็บของด้านข้างหลังที่ของ jazz บ้านเราเดิมเป็นช่องเปิดโล่ง ก็จะมีฝาปิดแทนเพื่อใส่อุปกรณ์เดติมลมยาง เนื่องจากมาตรฐานไม่มีล้ออะไหล่มาให้
8.ฝาปิดยางอะไหล่แบบบ่ายเราก็จะ Up ขึ้นไปเป็นแบบ 2 step ที่มีตาข่ายรองด้วย
พื้นที่ยางอะไหล่ก็จะมีบุผ้าเพื่อไว้เก็บของแทน
9.ส่วนระบบ VSA นั้น จะมีมาตรฐานเฉพาะรุ่น RS เกียร์ธรรมดาเท่านั้นครับ
10.ส่วนถ้าต้องการแปลงเป็น Fit RS เกียร์ธรรมดาแล้ว จะต้องมี โคมไฟหน้า HID และ พวงมาลัยหุ้มหนังด้ายแดงด้วยครับ (เป็น Option ของรุ่นเกียร์ auto ด้วย)
ส่วน spec อื่นก็จำไม่ได้แล้วครับ


ส่วนเรื่อง spring ครับ
ผมเดาว่าตามที่บางท่านใส่ srping โหลดของยี่ห้อญี่ปุ่นแล้วด้านท้ายจะเตี้ยกว่าด้านหน้า ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะน้ำหนักของยางอะไหล่ด้วย เนื่องจาก Fit ที่ญี่ปุ่นไม่มียางอะไหล่ ครับ

หากท่านใดจะเสริมอะไรก็ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าครับ
บันทึกการเข้า

ถ้าสนใจโทรมาคุยได้ครับ 0818601366 ถ้าต้องการดูของโปรดแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วันครับ
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #32 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 11:02 PM »

งานช้างเลยนะครับหนะ ด้านบนนี้  เหนื่อยจัง
บันทึกการเข้า

tonado
นักแข่งระดับเทพ
*****

ความดี ความชอบ : 39
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 7110
กระทู้: 1,477


สมาชิกเมื่อ: ก.ย. 2009
เพศ: ชาย
จาก: Rangsit/Nakhonsawan
ชื่อเล่น: Majj
รถ: GE/FD
รุ่น: S AT
สี: White
ชื่อเล่นรถ: BunNy Fly


« ตอบ #33 เมื่อ: 12 ต.ค. 2009, 11:53 PM »

+ ให้ครับ  ความรู้ทั้งนั้นเลย  ดีคร๊าบ
บันทึกการเข้า

-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #34 เมื่อ: 13 ต.ค. 2009, 01:20 PM »

10. การสลับยาง

มีหลายต่อหลายคนพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับการใช้งานบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยจะมีใครแนะนำเรื่องวิธีการดูแลรักษายางให้ใช้งานคุ้มค่าตามอายุการใช้งาน โดยเฉพาะเรื่องของ "การสลับยาง"หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่ารถที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ควรต้องมีการสลับยางตามระยะเวลาการใช้งาน การสลับยาง นั้น มีเหตุผลก็เพื่อให้การสึกหรอของดอกยางในส่วนของล้อด้านหน้า และล้อด้านหลังมีการสึกหรอที่เท่าเทียม กันไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ (AW : ALL WHEEL TIME หรือ FULL TIME) หรือรถขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ PART TIME ซึ่งรถแต่ละประเภทจะมีการสึกหรอของยาง ที่แตกต่างกันไปตามการขับเคลื่อนของล้อ

     ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (FRONT WHEEL DRIVE) ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเป็นแกน หลักในการขับเคลื่อนของรถ การสึกหรอของยางในคู่หน้าจะมีมากกว่ายางคู่หลังโดยเฉลี่ย 2-3 เท่า ทั้งนี้เนื่องจากภาระต่างๆ จะตกอยู่ที่ด้านหน้าเป็นส่วนมาก ทั้งระบบขับเคลื่อนให้ล้อเสียดสีกับพื้นถนนขับเคลื่อนไปข้างหน้า การบังคับทิศทาง การเลี้ยวก็ตกอยู่ที่ด้านหน้า รวมถึงการเบรกหยุดความเร็วรถ เป็นต้น

     แล้วจะเกิดผลเสียอย่างไร หากเราไม่ทำการสลับยางตามกำหนดระยะเวลา ผลที่จะตามมาก็คือ เรื่องของการ สึกหรอของยางทั้ง 4 เส้นจะไม่เท่ากัน อันจะส่งผลไปถึงเรื่องของการผิดปกติของศูนย์รถที่ไม่สมดุล อย่างเช่น รถอาจจะขับแล้วมีอาการดึงไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวา ทิศใดทิศหนึ่ง ทั้งนี้เนื่องจากการสึกหรอที่ไม่เท่ากันของยางมีผลกับหน้า สัมผัสของยางกับพื้นถนนที่ไม่เท่ากันนั่นเอง นอกจากนี้หากเกิดการสึกหรอของยางที่ไม่เท่ากันมากๆ เรื่องของการ เบรกดึงซ้าย หรือดึงขวาไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็เกิดจากสาเหตุของยางประการหนึ่งเช่นกัน ซึ่งในกรณีนี้หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูงๆ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้

     ควรสลับยางทุกกี่กิโลเมตร และควรทำการสลับยางอย่างไรจึงจะถูกต้อง อีกทั้งสิ่งใดควรทำควบคู่ไปกับการ สลับยาง (ในที่นี้จะขอนำเสนอถึงในกรณีที่รถมีการเปลี่ยนมาใช้ยางใหม่ที่มีขนาดที่แตกต่างจากยางเดิม หรือมีความ แตกต่างที่ดอกยาง)



(รูปที่1) การสลับยางที่ดี ควรทำการสลับยางทุกๆ 10,000 กิโลเมตร โดยในการสลับยางครั้งแรกจะทำการสลับยางในลักษณะเปลี่ยนยางจากล้อหลังมาไว้ล้อหน้า และเปลี่ยนจากล้อหน้าไปไว้ล้อหลัง ซึ่งในการเปลี่ยนสลับจะทำการสลับเป็นฝั่งไป คือยางหน้าฝั่งซ้าย สลับกับยางหลังฝั่งซ้าย และยางหน้าฝั่งขวา สลับกับยางหลังฝั่งขวา ที่สำคัญหลังการสลับยางเสร็จสิ้นในทุก 10,000 กิโลเมตร ที่สมควรกระทำการตรวจเช็คร่วมทุกครั้งคือ การตรวจเช็ค ลมยางของรถทั้ง 5 ล้อ (ล้อที่ 5 ก็ยางอะไหล่นั่นเองครับ) ตรวจสภาพของยางว่ามีการชำรุดฉีกขาดบริเวณใดหรือไม่ ทำการถ่วงล้อทั้ง 4 ตรวจเช็คสภาพของผ้าเบรกว่าอยู่ในระดับที่ใช้งานได้ปกติ ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง ตรวจวัดระดับน้ำมันเบรกในกระปุกปั๊ม ตรวจสอบโช้คอัพ และลูกหมาก ตรวจสอบทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ตรวจเช็คศูนย์ล้อ รวมถึงเรื่องของการอัดจาระบีดุมล้อ และชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบช่วงล่าง



(รูปที่2) หลังจากใช้งานต่อไปจนถึง 20,000 กิโลเมตร หรือครบรอบอีก 10,000 กิโลเมตร การสลับยาง ครั้งนี้จะแตกต่างจากการสลับยางใน 10,000 กิโลเมตรแรก ซึ่งวิธีการสลับยางจะเป็นลักษณะไขว้ โดยจะทำการ เปลี่ยนยางล้อขวาหน้าไปไว้ล้อหลังซ้าย ล้อหลังซ้ายสลับแทนที่ยางหน้าขวา ส่วนยางหน้าซ้าย จะเปลี่ยนสลับกับยาง หลังขวา ซึ่งในการเปลี่ยนสลับยางครั้งนี้ สิ่งที่ต้องสังเกตคือทิศของหน้ายาง หรือลูกศรบอกตำแหน่งของยางอยู่ใน ทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ในกรณีที่สลับยางแล้วลายดอกยางย้อนศร อันนี้ต้องให้ร้านยางทำการกลับด้านยางให้ถูกต้อง *** หลังจากนั้นให้ทำการตรวจเช็คร่วมเช่นเดียวกับ 10,000 กิโลเมตรในทุกครั้งที่ทำการสลับยาง



(รูปที่3) เมื่อเข้าถึง 30,000 กิโลเมตร การสลับยางจะเป็นดังเช่นการสลับยางในหนแรก นั่นคือ สลับยาง ล้อหน้าซ้ายไปไว้ล้อหลังซ้าย และล้อหน้าขวาสลับยางกับล้อหลังขวา เหตุผลที่ต้องทำการสลับยางในลักษณะเช่นนี้ ก็เพื่อให้ยางทั้ง 4 เส้นมีการสึกหรอที่เท่าเทียมกัน เนื่องจากยางทั้ง 4 เส้นมีการสลับครบทุกด้าน ซึ่งยางแต่ละล้อจะรับภาระที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ยางหน้าขวา นอกเหนือจากการทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนรถ ให้เลื่อนไหล ล้อหน้าขวาจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับด้านคนขับ ภาระที่เพิ่มขึ้นก็คือ เรื่องของการรับน้ำหนักคนขับพ่วง เข้าไปด้วย เป็นต้น



(รูปที่4) ทีนี้เมื่อถึง 40,000 กิโลเมตร การสลับยางก็จะเป็นดังเช่นการสลับยางในช่วง 20,000 กิโลเมตร ที่จะทำการสลับยางในลักษณะไขว้กัน โดยยางล้อหน้าขวาจะสลับกับยางล้อหลังซ้าย ยางล้อหลังซ้ายก็เปลี่ยนสลับ แทนที่ยางหน้าขวา และยางล้อหน้าซ้ายเปลี่ยนสลับกับยางล้อหลังขวา ยางล้อหลังขวาก็เปลี่ยนไปแทนที่ยาง ล้อหน้าซ้ายนั่นเอง หลังจากนั้นก็ให้ทำการตรวจเช็คหน้ายางว่าย้อนศรหรือไม่?


50,000 กิโลเมตรแล้วครับ... ทีนี้จะสลับยางยังไงดี ไม่ต้องแล้วครับ สิ่งที่จะขอแนะนำคือ เปลี่ยนยางใหม่จะดีกว่า เนื่องจากอายุของการใช้งานยางจะอยู่ในช่วง 50,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 2 ปีเท่านั้น อย่าไปเสียดายมันเลยครับ ไม่ใช่ไม่ให้ประหยัด แต่เรื่องของอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้ยางเสื่อมสภาพ หรือยางหมดอายุ ถ้ามันเกิด พลั้งพลาดยางแตกระเบิดบึ้มบั้มขึ้นมาควบคุมรถไม่อยู่มันจะไม่คุ้มกัน ส่วนยางอะไหล่ที่ไม่เห็นกล่าวถึงว่า ทำไมไม่เอามาสลับยางด้วย อันนี้ขอบอกว่ายางอะไหล่นั้น ขอให้รับผิดชอบหน้าที่เป็นยางแทนชั่วคราวจะสมกว่า เนื่องจากยางอะไหล่จะมีการสึกหรอที่ไม่เท่ากับยางทั้ง 4 เส้น และในกรณีที่จำเป็นต้องเปลี่ยนยางเส้นใหม่สักเส้น อันนี้ขอแนะนำว่าควรจะเปลี่ยนใหม่สัก 2 เส้นจะดีกว่า อย่างเช่น ยางหน้าซ้ายอาจจะแก้มยางฉีกจนต้องเปลี่ยนยาง สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนยางหน้าขวาด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การสึกหรอเท่าเทียมกัน

จบแล้วครับ DO IT YOURSELF ในฉบับนี้ กับการนำเสนอวิธีการสลับยางที่ถูกต้อง หนึ่งในวิธีการดูแล รักษายางให้ใช้งานคุ้มค่า ต่อจากนี้ไปทุก 10,000 กิโลเมตร อย่าลืมสลับยางตามขั้นตอนด้วยนะครับ รับรองยาง รถยนต์ของคุณจะใช้คุ้มเงินแน่ๆ ฉบับหน้าจะยังขอนำเสนอเรื่องของการสลับยางอีกหนึ่งตอน แต่คราวนี้จะเอาใจสำหรับผู้ที่ใช้ยางเดิมๆ จากโรงงาน ซึ่งวิธีการสลับยางของยางสแตนดาร์ดออกจะแตกต่างจากกรณีที่นำเสนอในฉบับนี้ ตรงที่จะมีการสลับหมุนเวียนกันทั้งหมด 5 เส้นด้วยกัน จะสลับอย่างไร ฉบับหน้าพบกันครับ

     ในกรณีที่ไม่ทราบว่าใส่ยางย้อนศรหรือไม่ วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ให้สังเกตที่แก้มยางในบางรุ่นจะมีลูกศรชี้ บอกทิศของการใส่ยางไปด้านหน้า และในกรณีที่ยางไม่มีลูกศรบอกทิศ ให้สังเกตที่วันเดือนปีที่ผลิตซึ่งจะบอกไว้ที่ แก้มยาง ซึ่งในยางบางยี่ห้ออาจบอกไว้เพียงสัปดาห์ที่ และปีเท่านั้น ให้ด้านตัวเลขบอกวันเดือนปีผลิตของยางหันออก ด้านนอกเสมอ นั่นคือด้านยางที่ถูกต้อง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสารออฟโรด
ฉบับที่ 138
ประจำเดือน ตุลาคม  2549

 ดีคร๊าบ
บันทึกการเข้า

-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #35 เมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 10:18 AM »

11. กฏหมายกับการแต่งรถ

ข้อมูลเสริมจากคุณ mykamron ครับ

ป้ายทะเบียนยาวป้ายปลอมผิดแค่ไหน

ป้ายทะเบียนที่นำมาตัดต่ออัดกรอบใหม่ เป็นป้ายยาว ผิดข้อหาดัดแปลง เปลี่ยนแปลงเอกสารของทางราชการเจ้าหน้าที่มีสิทธิเรียกปรับ ระบุโทษไม่เกิน 2,000 บาท รวมถึงการติดป้ายเอียง แบบแหงนขึ้น – แหงนลง มีวัสดุมาปิดทับ เจ้าหน้าที่อาจฟันธงว่า มองเห็นไม่ชัดเจนก็มีโทษปรับเช่นเดียวกัน
การไม่ติดป้าย หรือวางไว้ที่กระจกหน้ารถ ผิดเช่นกันต้องโทษปรับ 500 บาท ส่วนการติดป้าย ที่ทำขึ้นเอง เช่นทำด้วยกระดาษ หรือใช้การเขียน แต่หมายเลขตรงกับทะเบียนรถ ผิดข้อหา ไม่ใช้เอกสารที่ทางราชการกำหนด แต่ ถ้าเป็นป้ายปลอม (ไม่มี ข.ส. ) ขอดูสำเนาแล้วไม่ตรงกับป้าย ผิดต้องคดีข้อหาปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ เจ้าหน้าที่อาจจะเรียกปรับ หรือส่งฟ้องเพื่อทำการเรียกปรับที่ชั้นศาล โดยระบุโทษไว้ที่100,000 บาท (อ่านไม่ผิดหรอกครับ 1แสนบาท) และถ้าหมายเลขป้ายไม่ตรงกับ ป้ายวงกลม ไม่ตรงกับสำเนารถเจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิยึดรถ เพื่อส่งเข้ากองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อหาที่มาของตัวรถและผู้ขับขี่ต้องไปให้ปากคำที่สถานีตำรวจ รวบรวมสำนวน ส่งให้ศาลตัดสินค่าปรับก็มีตั่งแต่หลักแสน จนถึงหลักล้านก็เคยมีมาแล้วครับ

โหลดเตี้ยๆหรือสุดๆ แบบ lowRider เตี้ยแค่ไหนถึงจะเรียกว่า ผิด

ในพระราชบัญญัติรถยนตร์พ.ศ.2522 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รถที่โหลดเตี้ยจะต่ำแค่ไหนก็ได้ยึดหลักเพียงการวัดระยะกึ่งกลางไฟหน้า กับระดับพื้นถนนต้องไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตร ถ้าต่ำกว่าถือว่าผิด แต่ ถ้าไฟหน้าสูงกว่าแต่รถใส่สปอยเลอร์จนเตี้ยต่ำแทบจะลากพื้น จะใช้กฎการพินิจ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจนายช่างตรวจสภาพกรมขนส่ง และผู้วินิจฉัยผล ต.ร.อ. ว่าเสี่ยงต่อการเกิ...ุบัติเหตุหรือสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเอง และผู้อื่นหรือไม่ ถ้าฟันธงว่าเสี่ยงก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน

ยกสูงมากๆแบบ Big Foot ผิดหรือปล่าว

ใน พระราชบัญญัติรถยนตร์ก็ระบุไว้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า จะยกสูงแค่ไหน แต่ต้องวัดระดับกึ่งกลางไฟหน้ากับพื้นถนนต้องไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร แต่ถ้าไฟหน้าสูงไม่เกิน แต่รถสูงมาก มีการดัดแปลงสภาพมากตัวนี้ต้องมีวิศวกรรองรับการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบกให้เป็นที่เรียบร้อยแต่ถ้าไม่สูงมาก แต่ใส่ยางใหญ่เกินแบบ ล้นออกมาข้างตัวรถมากๆ เกินบังโคลนล้อ ก็ต้องใช้หลักดุลพินิจอีกเช่นกันว่าเสี่ยงต่อผู้ร่วมใช้ถนนหรือไม่ ถ้าเสี่ยงผิดทันที

ใส่ล้อยางใหญ่มากๆ 19 - 20 หรือ 22 ผิดหรือไม่

ใน กฎหมายไม่มีการระบุขนาดของล้อและขนาดก็ไม่ได้มีผลการเสี่ยงต่อการเกิ...ุบั ติเหตุ ดังนั้น จะใส่ล้อใหญ่ขอบ 18 -19-20 หรือจะ 22 ไม่ผิดครับ แต่ถ้าใส่แล้วยางเกินออกมานอกบังโคลนล้อมากๆข้างละหลายๆนิ้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าเสี่ยงต่อการเกิ...ุบัติเหตุ อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น(เช่นทำให้ผู้อื่นกะระยะรถผิดในขณะสวนหรือ เลี้ยว) ก็ถือว่าผิดได้ หรือใส่ล้อใหญ่จนต้องแบะล้อเพื่อหลบซุ้มแล้ววิ่งจนยางสึกเห็นผ้าใบ ต้องเรียกว่าเสี่ยงต่ออุบัติเหตุต่อตนเอง ก็ถือว่าผิดเช่นกัน

ตีโป่งขยายซุ้มล้อ ใส่สปอยเลอร์ แล้วจะผิดไหม

โชคดีครับที่การตีโป่งซุ้มล้อหรือที่เรียกกันว่า Wide Body ข้อนี้ในกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนแต่อย่างไร แต่ ระบุไว้ว่า ส่วนที่ตียื่นต้องมีลักษณะเป็นชิ้นเดียวกับตัวรถ หรือถ้าเป็นวัสดุคนละชนิดกัน ต้องมีการยึดติ...ย่างแน่นหนา ถ้าไม่แน่นหนาหรือตีโป่งมาก (ยื่นจนหน้าเกลียด) เจ้าหน้าที่มีสิทธิขอตรวจดูสำเนาการจดทะเบียน ว่ามีการดัดแปลงเกินกว่าที่จดทะเบียนไว้หรือไม่ โดยอ้างอิงจากบริษัทผู้ผลิตถึงขนาดตัวรถ และฐานล้อ ซึ่งต้องใช้วิศวกรรับรองการดัดแปลงสภาพ และต้องแจ้งกับกรมขนส่งทางบก ถ้าขนส่งตรวจแล้วลงความเห็นว่าผ่านก็ดีไป แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่ผ่านต้องเลาะออกกลับสภาพเดิม

ฝากระโปรงหน้า–หลังดำ ฝากระโปรงไฟเบอร์ ที่เขาว่าผิด ผิดข้อไหน

เปลี่ยนฝากระโปรงไฟเบอร์ถ้าทำเป็นสีเดียวกับสีรถ ที่จดทะเบียนไว้ถือว่าไม่ผิด แต่ ถ้าเปลี่ยนสีฝากระโปรงเป็นสีดำ หรือสีอื่น ที่ไม่ตรงกับสีตัวรถเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามกฎที่ว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนจะมีการระบุสีตัวรถไว้อย่างชัดเจนไม่รวมสีของกันชนรถ โดยสีอื่นต้องมีไม่เกินครึ่งหนึ่งของสีหลักที่จดทะเบียนไว้ เช่นในกรณี รถระบุไว้ในทะเบียนว่าเป็นสีขาวแต่ฝากระโปรงหน้าเป็นสีดำ เจ้าหน้าพินิจแล้วไม่เกินครึ่งหนึ่งก็ถือว่าไม่ผิด แต่พินิจว่าผิดก็ถือว่าผิดได้เช่นกัน (การพินิจหมายถึง การใช้หลักพิจรณาในแต่ละบุคล) แต่ถ้าดำทั้งฝากระโปรงหน้าและหลัง ส่วนมากจะพินิจว่าผิด เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ของสีหลัก ซึ่งเจ้าของรถต้องนำรถเข้าไปแจ้งเปลี่ยนสี ว่าเป็นรถสองสี (ทูโทน) กับกรมขนส่งทางบกเสียก่อน ถ้าไม่แจ้งก็อาจต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท เสียตังค์อีกเช่นกัน

เปลี่ยนท่อไอเสียใหญ่เสียงดังแค่ไหนถึงเรียกว่าผิด

จะ เปลี่ยนท่อใหญ่ 3 นิ้ว 4 นิ้ว จะมีหม้อพักกี่ใบ หรือจะไม่หม้อพักเลยก็ได้แต่หม้อพักต้องปล่อยออกทางท้ายรถเท่านั้น (ยกเว้นเสียแต่พวกรถพ่วง รถโดยสารขนาดใหญ่)ถ้าออกข้างตัวถังรถก็ถือว่าผิดทันที ตามกฎหมายจะระบุไว้แค่การวัดเสียงดังที่ปล่อยออกจากปลายท่อตามพระราชบัญญัติรถยนต์ระบุว่า รถยนต์ที่เกิน 7 ปี ต้องนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ.สถานตรวจสภาพ เพื่อตรวจวัดระดับเสียง ที่ปลายท่อไอเสียด้วยเครื่อง Sound level Meter ผลที่ได้ต้องไม่เกิน 100 เดซิเบล (การตรวจวัดแบบ O.5 เมตร) สำหรับเครื่องยนต์เบนซิลวัดที่ ¾รอบที่ให้แรงม้าสูงสุด และรอบสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ถ้า ท่านใดถูกจับในข้อหาเสียงท่อดัง คุณต้องถามเจ้าหน้าที่ว่าเสียงดังเกินที่กำหนดไว้เท่าไหร่ (ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่มีเครื่องวัดใช้หูฟัง ก็พอจะเถียงค่ำๆคูๆเอาตัวรอดได้) แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ส่งรถเข้าเครื่องตรวจวัดแล้วเกินจริง (เถียงไม่ออก) ก็ต้องโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ไฟหน้าหลายสี

ไฟซีนอน ไฟท้ายขาว โคมขาว โคมดำ พ่นสีดำ จะผิดแค่ไหน ปัจจุบัน ไฟหน้าแบบซีนอน ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับ จึงอนุญาตให้ติดได้ เพียงแต่ติดตั้งแล้วเมื่อเข้าเครื่องมือทดสอบโคมไฟ ลำแสงต้องมีองศาตกลงจากแนวระนาบ ไม่น้อยกว่า 2 องศาและต้องไม่เบนไปทางขวา ถึงเรียกว่าผ่าน สวนเรื่องสีของ แต่โคมไฟหน้าทางกรมกำหนดไว้เพียง2 สี เท่านั้นคือ สีเหลืองอ่อน และสีขาว ถ้าเป็นสีอื่น เช่นสีฟ้า สีม่วง สีเหลืองเข้มหรือสีเขียว มีความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์พ.ศ. 2522 มาตรา12 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ส่วนไฟหยุด (ไฟเบรก) ต้องเป็นสีแดง ไฟเลี้ยวต้องเป็นสีเหลืองอำพัน ไฟส่องป้ายต้อเป็นสีขาวมองเห็นป้ายทะเบียนได้ไกลไม่น้อยกว่า 20 เมตร การเปลี่ยนโคมไฟเป็นสีขาวหรือพ่นโคมเป็นสีดำ ต้องพิจารณาขณะเปิดไฟเลี้ยว ไฟเบรก ถ้าไฟที่แสดงออกมาชัดเจนและเป็นสีที่กำหนดก็ถือว่าผ่าน ถ้าผิดสีก็เตรียมเงินไว้อีก 2,000 บาท เป็นค่าปรับครับ

ไฟสปอร์ทไลท์และโคมไฟตัดหมอก ผิดกฎหมายหรือไม่ ติ...ย่างไรถึงจะว่าไม่ผิด

โคม ไฟสปอร์ทไลท์หมายถึงโคมไฟแสงพุ่งไกล แบบกระจายวงกว้าง แบบนี้ห้ามติดโดยเด็จขาดแม้จะมีฝาครอบปิด ผิดพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท ส่วนไฟตัดหมอกมีลักษณะเป็นไฟแสง พุ่งต่ำล่าสุดปี พ.ร.บ. 2536 อนุญาตให้รถยนต์ติดไฟสปอร์ตไลท์หรือ ไฟตัดหมอกเพิ่มได้ ข้างละ 1 ดวง (เท่ากับ 2 ดวง)ในระดับแนวเดียวกัน ความสูงจากพื้นถนนไม่ต่ำกว่า 40 เซนติเมตรและไม่สูงกว่า 135 เซนติเมตร ต้องเป็นแสงสีเหลือง หรือสีขาว กำลังไฟไม่เกิน55 วัตต์ ไม่เกินกว่าระดับโคมไฟแสงพุ่งไกลและโคมไฟแสงพุ่งต่ำศูนย์รวมแสงต้องต่ำกว่า แนวขนานกับพื้นราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.20 เมตร ในระยะ 7.50 เมตร และไม่เฉไปทางขวา

ส่วนการเปิดไฟตัดหมอกนั้นทำได้เมื่อมีอุปสรรค์ใน การขับขี่ เช่นมีหมอกควัน หรือฝนตกหนัก มองเห็นสิ่งกีดขวางหรือรถที่สวนทางมาในระยะไม่เกิน 150 เมตร ถ้าติดไม่ถูกต้อง หรือเปิดไฟพร่ำเพื่อมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท รวมถึงการติดไฟนีออนใต้ท้อง หรือกรอบป้ายทะเบียน ก็เป็นสิ่งต้องห้าม ผิ...ีกเช่นเดียวกันโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ดัดแปลงเป็นขับเคลื่อน4 ล้อ ผิดแน่นอน แก้ไขอย่างไร

ตาม สมุดคู่มือการจดทะเบียนจะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เป็นรถยนต์ประเภทไหน (รย.1 –รย. 2 หรือ รย.3)ซึ่งจะมีการระบุจำนวนเพลาไว้ด้วย รถยนต์ที่ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2เพลา) ถ้ามีการดัดแปลงเป็นระบบขับสี่ล้อต้องแจ้งกับกรมการขนส่งเสียก่อน ซึ่งต้องใช้หลักฐาน ใบเสร็จอะไหล่ ใบรับรองวิศวกร นำรถเข้าตรวจหาความถูกต้องปลอดภัยแข็งแรง ก่อนที่อาจจะมีการส่งรถเข้าช่างน้ำหนัก ส่งต่อให้กรมสรรพสามิตคำนวณอัตราภาษีที่ต้องเสียเพิ่ม
มีตั้งแต่หลัก หลายพันจนถึงหลักหมื่นบาทเสียก่อน มิฉะนั้นจะถือว่า เป็นการดัดแปลงรถยนต์ให้ผิดจากการจดทะเบียนโดยมิได้ขออนุญาต ก็ผิดเต็มๆอยู่ดี

เปลี่ยนดิสเบรกหลังใส่หลังคาซันรูป ผิดจริงหรือ

การ เปลี่ยนหลังคาซันรูปส่วนมากต้องมีการดัดแปลงเช่น การเจาะหลังคา หรือเปลี่ยนหลังคาใหม่แบบนี้ทางกรมขนส่งจะมองว่า เป็นการแก้ไขดัดแปลง ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของตัวรถ แบบนี้ต้องมีใบเสร็จหลังคา รูปถ่ายขั้นตอนการติดตั้ง และใบรับรองวิศวกร และต้องแจ้งกรมขนส่งทางบกก่อนถึงจะไม่ผิด ส่วนการเปลี่ยนดรัมเบรก เป็นดิสเบรกหลัง เรื่องนี้ไม่มีกฎออกมาชัดเจนจึงอาศัยการพินิจจากเจ้าหน้าที่กรมขนส่ง ซึ่งแต่ละเขตขนส่งต่างก็มีดุลพินิจไม่เหมือนกัน ถ้าเจ้าหน้าที่พินิจว่าไม่น่าผ่านก็ต้องหาใบเสร็จติดตั้ง และใบวิศวกรมาแจ้งเช่นเดียวกัน

ตีโรลบาร์แบบรถแข่ง ผิดด้วยหรือปล่าว

กฎหมายว่าด้วยห้องโดยสารมีเพียงข้อกำหนด เรื่องของจำนวนที่นั่ง มาตราวัดความเร็ว และไฟห้องโดยสารเท่านั้น ส่วน การตีโรลบาร์ยังไม่มีกฎหมายออกมารองรับจึงไม่ผิด แต่การถอดเบาะหลังออกแล้วตีโรลบาร์ จะผิดกฎหมายเรื่องการระบุลักษณะรถ และจำนวนตอน ถือว่าผิดครับ รวมถึงการความแน่หนา(เช่นเอามือจับแล้วโยก ได้)ความเสี่ยงต่ำการเกิ...ุบัติเหตุ (เช่นมีส่วนแหลมคมพุ่งเข้าหาผู้ขับขี่และผู้โดยสาร) ก็ถือว่าผิดได้อีกเช่นกัน ยิ่งถอดเบาะออกเหลือตัวเดียวหรือตัดตัวถังรถ ออกบางส่วน แล้วตีโรล์บาร์ยึดแบบ Spec Frame แบบนี้ถือว่าผิด ขอหาดัดแปลงสภาพที่มีผลต่อความมั่นคงแข็งแรงของตัวรถ

ใส่กระจกมองข้างแบบเล็กๆ หรือกระจกซิ่ง ผิดไหม

ตาม กฎหมายอีกเช่นกันระบุไว้ว่า รถยนต์ต้องมีเครื่องส่องหลัง (กระจกมองหลัง) และเครื่องส่องหลังภายนอก (กระจกมองข้าง) อย่างน้อย 1 อัน
ซึ่งไม่ได้ ระบุถึงขนาดและรูปแบบ ถ้าเปลี่ยนเป็นกระจกมองข้างแบบไฟเบอร์ หรือแบบกระจกซิ่งทรงแข่ง ถ้ามี 2 ด้าน หรือด้านเดียวก็ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ถ้าไม่มี กระจกมองข้าง หรือกระจกมองหลัง หรือเจ้าหน้าที่ตรวจสภาพ ฟันธงว่า มีเครื่องส่องหลังจริง แต่ชำรุดหรือมองเห็นไม่ชัดเจน (กระจกแตก เล็กมาก) ก็จะถือว่าผิด ต้องกลับมาแก้ไขอีกเช่นกัน

เปลี่ยนเบาะซิ่งใส่เซฟตี้เบล 4 จุด จะผิดอีกหรือปล่าว

เบาะ หรือที่นั่งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ทาง พ.ร.บ. จริงๆแล้วได้ระบุขนาดความกว้างยาวของเบาะเอาไว้ด้วย ซึ่งจะเกี่ยวข้องในการระบบุจำนวนผู้โดยสาร
เบาะแต่ง หรือเบาะไฟเบอร์ ส่วนมากมีความถูกต้องในเรื่องขนาด แต่ถ้าถอดเบาะออกไม่ว่าเบาะหลัง ถอดเหลือตัวเดียว หรือสั่งทำเบาะขนาดใหญ่พิเศษแบบนี้จะถือว่าผิดส่วน เซพตี้เบลทางกรมก็ได้ทำหนด มาตรฐานเอาไว้อีกเช่นกัน เบล 4 จุดแม้ว่าจะไม่ถูกต้องในเรื่องของมาตรฐาน แต่ถ้ามีการยึดแน่นหนา ก็อนุโลมว่าผ่าน แต่ถ้าใส่เบล 4 จุด 8 จุด แล้วไม่คาด แบบนี้ถือว่าไม่ผิดพระราชบัญญัติหรอกครับ แต่ผิดกฎหมายจราจรถูกจับ เสียทรัพย์ อีกแ้ล้วครับ

ดัดแปลงเครื่องยนต์ขยายซีซี เปลี่ยนเทอร์โบ โมกล่อง ซัก 1000 ม้า จะผิดหรือไม่

การขยายซีซีเพิ่มความจุถ้าเป็นในสนามแข่งแบบ OneMake Race ถือว่าผิด สั่งถอนการแข่งขันลูกเดียว (จบเกมส์) แต่ ถ้าเป็นรถใช้งานบนท้องถนน การจะมาวัดกำลังอัด หาขนาดความจุนั้นทำได้ยาก จึงอาศัยการตรวจดูหมายเลขเครื่องยนต์ว่าถูกต้องตามทะเบียนที่แจ้งไว้หรือไม่ เท่านั้น ถ้าเลขเครื่องถูกถือว่าไม่ผิด จะขยายความจุ เปลี่ยนลูก ยืดข้อ เสริมเสื้อสูบก็ไม่ผิด หรือไม่ว่าจะเปลี่ยนเทอร์โบใหญ่ ใส่กรองเปลือย ตีเฮดเ...ร์ เปลี่ยนหัวฉีด
โมกล่องจนได้ 500 ม้า 1000 ม้าก็ไม่ผิด เพียงแต่อุปกรณ์ภายในห้องเครื่องต้องดูแล้วแน่หนาและมีความปรอดภัย

แต่ ถ้าจูนน้ำมันจนหนามาก เจ้าหน้าที่จะใช้ผลการตรวจวัดควันดำ ค่า CO (คาร์บอนมอนออกไซต์) และค่า HC (ไฮโดรคาร์บอน) ที่ปล่อยออกมาจากท่อไอเสียเป็นข้อกำหนดถึงสภาพเครื่องยนต์ โดยตามพระราชบัญญัติรถยนต์ กล่าวว่า รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อน 1 พค 2536 ต้องวัดค่า Co ไม่เกิน 4.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 600 PPM รถยนต์ที่จดทะเบียนหลัง 1 พค 2536 ต้อง วัดค่า Co ไม่เกิน 1.5 เปอร์เซนต์ และค่า Hc ไม่เกิน 200 PPM

ส่วนถ้าเป็นรถเครื่องยนต์ดีเซลไม่ว่าจะเปลี่ยนโบใหญ่ แต่งปั้มเพียงใด มาตรฐานการวัดควันดำ ต้องไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบกระดาษกรอง และ 45 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเครื่องวัดแบบหาความทึบแสง ซึ่งรถยนต์ที่มีอายุเกิน7 ปี ต้องได้รับการตรวจวัดค่า Co และ Hc จาก ต.ร.อ
ดังนั้นจะโมเครื่องแค่ไหนแต่งเครื่องอย่างไร ถ้าการเผาไหม้หมดจด Co และ Hc ผ่านก็ถือว่าถูกกฎหมาย

ถึง จะแต่งรถถูกกฎหมาย แต่ถ้าเอารถ 500 ม้า 1000 ม้า มาวิ่งหวาดเสียวบนท้องถนน หรือไล่แซงผู้อื่นแบบแข่งขัน แบบนี้ของเพียงอย่าให้ถูกจับได้ ซึ่งอาจมีความผิดตาม พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43( , 160 วรรคสาม ฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย หรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ถูกจับฟ้องศาล ยึดรถ คุมความประพฤติ แบบนี้อาจเรียกว่า จบเกมส์จริงๆ ใช่ไหมล่ะครับ

ซุบซิบ
บันทึกการเข้า

KimKim
นักแข่งระดับเทพ
*****

ความดี ความชอบ : 335
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 3418
กระทู้: 6,767

รับทำเสื้อจ๊า ^^


สมาชิกเมื่อ: ม.ค. 2009
เพศ: ชาย
จาก: Rama II - BKK
ชื่อเล่น: KimKim
รถ: Jazz
สี: Grey Silverstone


« ตอบ #36 เมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 10:31 AM »

ข้อมูลมีประโยชน์มากๆครับ

งั้นผมขอเสริมเรื่องการแปลงเป็น Fit RS ครับ
นอกจากจะต้องทำการเปลี่ยนโคมไฟท้ายและไฟเบรดดวงที่ 3 และติด Logo ต่างๆ แล้ว
1.คงต้องเปลี่ยนกระจกหลังด้วย เนื่องจากลวดไล่ฝ้า ลายไม่เหมือนกัน และต้องเป็นกระจกสีเข้มตัดแสง ครึ่งคันครับ
2.คอนโซลหน้าส่วนที่แป็นสีเทาเมทัลลิก ก็จะต้องเปลี่ยนเป็นสีแดงม่วงเมทัลลิก
3. switch ควบคุม central lock ที่อยู่ตรง switch กระจกไฟฟ้าข้างคนขับ ก็จะต้องไม่มี
4.ระบบ แอร์ ก็จะต้องเป็น Auto
5.เบาะนั่งทุกตัวก็จะต้องขลิบด้วยด้ายสีแดง
6.ระบบปัดน้ำฝนด้านหน้า มีระบบหน่วงเวลาด้วย
7.ช่องเก็บของด้านข้างหลังที่ของ jazz บ้านเราเดิมเป็นช่องเปิดโล่ง ก็จะมีฝาปิดแทนเพื่อใส่อุปกรณ์เดติมลมยาง เนื่องจากมาตรฐานไม่มีล้ออะไหล่มาให้
8.ฝาปิดยางอะไหล่แบบบ่ายเราก็จะ Up ขึ้นไปเป็นแบบ 2 step ที่มีตาข่ายรองด้วย
พื้นที่ยางอะไหล่ก็จะมีบุผ้าเพื่อไว้เก็บของแทน
9.ส่วนระบบ VSA นั้น จะมีมาตรฐานเฉพาะรุ่น RS เกียร์ธรรมดาเท่านั้นครับ
10.ส่วนถ้าต้องการแปลงเป็น Fit RS เกียร์ธรรมดาแล้ว จะต้องมี โคมไฟหน้า HID และ พวงมาลัยหุ้มหนังด้ายแดงด้วยครับ (เป็น Option ของรุ่นเกียร์ auto ด้วย)
ส่วน spec อื่นก็จำไม่ได้แล้วครับ


ส่วนเรื่อง spring ครับ
ผมเดาว่าตามที่บางท่านใส่ srping โหลดของยี่ห้อญี่ปุ่นแล้วด้านท้ายจะเตี้ยกว่าด้านหน้า ส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็นเพราะน้ำหนักของยางอะไหล่ด้วย เนื่องจาก Fit ที่ญี่ปุ่นไม่มียางอะไหล่ ครับ

หากท่านใดจะเสริมอะไรก็ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าครับ




อยากได้โคม HID จังเลยครับ .......................  แง แง แง แง
บันทึกการเข้า
boboyakyman
มืออาชีพตัวจริง
****

ความดี ความชอบ : 12
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 6426
กระทู้: 403


สมาชิกเมื่อ: ส.ค. 2009
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Bank
รถ: Jazz
รุ่น: v
สี: ขาว

เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 12:14 PM »

กระทู้นี้สุดยอดไปเลยครับพี่ ++ ให้ครับ
บันทึกการเข้า

-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #38 เมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 04:50 PM »

12. เรื่องของผ้าเบรก

วันนี้มาอ่านเรื่องของผ้าเบรคกันครับ

ควรเปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อใด

โดยทั่วไปเค้าจะกำหนดให้ตรวจสอบผ้าเบรกกันทุก 3 เดือนหรือประมาณ 5,000 กม.ซึ่งถ้าทำได้มันจะเป็นการดี ส่วนอายุ การใช้ งานของผ้าเบรกนั้น ตอบยากว่ามันจะอยู่กับตัวแปรหลายต่อหลายอย่าง เช่นชนิดหรือคุณภาพของผ้าเบรก น้ำหนักรถ หรือ การใช้งาน เพื่อความสะดวกและปลอดภัยสำหรับผู้ใช้รถ พวกรถรุ่นใหม่ที่มีค่าตัวค่อนข้างสูง เค้ามักจะมีระบบไฟเตือนเบรก (Wear Indica- tor) อยู่บนแผงหน้าปัทม์ ถ้าไฟเตือนนี้ติดโชว์แสดงว่ามีปัญหากับระบบเบรก อาจเป็นที่น้ำมันเบรกมีน้อยกว่า ระดับที่ เหมาะสม หรือผ้าเบรกสึก เหลือบางกว่าที่ควร สำหรับรถบางประเภทอย่างเช่นพวกรถกระบะ จะนิยมใช้การเตือนด้วยเสียงแทน เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจาก ตัวเหล็กที่ยึดติดกับแผ่น ดิสค์เบรกขูดไปบนขอบของจานเบรค เป็นการเตือนว่าผ้าเบรกมีความหนาน้อยกว่า 3 มม. สมควรที่จะรีบ เปลี่ยนได้แล้ว ส่วนพวกรถรุ่นเก่าๆ บางรุ่นที่ไม่มีสัญญาณเตือนอะไรเลย ถ้าเกิดเสียงดังตอน เบรกขึ้นมา เมื่อไร ก็หมายความว่าผ้าเบรก สึกหมดจนถึงแผ่นเหล็กซะแล้ว และแน่นอนว่า มันย่อมสร้างความ เสียหาย ให้ กับจานดิสค์เบรกได้ บางทีถึงกับต้องเปลี่ยนจานเบรกใหม่ เลยก็มี พวกรถประเภทนี้ เจ้าของจะต้อง ขยัน ถอดล้อออกมาตรวจความหนาของผ้าเบรกบ่อยๆ หรือใช้การคาดเดา จาก ระยะเวลาที่เคย ใช้กับผ้าเบรก ชุดก่อน คือต้องจำไว้ว่าผ้าเบรกหมด จนต้องเปลี่ยนใหม่ หลังจาก ใช้งานไปได้กี่กิโลเมตร ในบางครั้งเรา ก็สามารถตรวจ เช็คความหนาของเบรกได้จากความรู้สึก ในการเหยียบเบรกเช่น อาจจะรู้สึกว่าคันเหยียบเบรกต่ำกว่าปกติ หรือผ้าเบรกคลื่นต้องใช้แรง กดเท้ามากกว่าที่เคยในการหยุดรถ นอกจากนี้ เรายัง พอดูได้ จากระดับของน้ำมันในกระปุกน้ำมันเบรก ถ้าพบว่ามันลดต่ำมากกว่าปกติแต่ ไม่พบการรั่วไหลของน้ำมันในกระปุกน้ำมันเบรก อาจเป็นไปได้ว่าผ้าเบรกบางลงมาก ทำให้แม่ปั้มที่คาลิเปอร์เบรคต้องยืดตัวออกมา มากระดับของน้ำมันเบรก ในกระปุกเลย ยุบตัว ลงมาด้วย จากการใช้งานจะพบว่าผ้าเบรกด้านหน้าจะมีการสึกหรอมากกว่าด้านหลังโดย เฉพาะพวกที่ใช้ระบบเบรกแบบ หน้าดิสค์ หลังดรัม ส่วนใหญ่ผ้าเบรกดิสค์ด้านหน้าต้องเปลี่ยน 2 ครั้งจึงจะได้เวลาเปลี่ยนผ้าดรัมเบรก หลัง 1 ครั้ง


คุณสมบัติที่สำคัญของผ้าดิสก์เบรก

สัมประสิทธิ์ของความฝืด

ผ้าดิสก์เบรกที่มีสัมประสิทธิ์ของความฝืดสูง จะมีผลต่อการเบรกได้ดีกว่า เป็นผลให้สามารถสร้างกลไกเบรกให้เล็กลงได้ และต้องการแรงเหยียบเบรกน้อยลง อย่างไรก็ตาม เบรกที่มีสัมประสิทธิ์สูงทำให้ยากต่อการควบคุม ดังนั้นจำเป็นต้องรักษาศูนย์ล้อให้ถูกต้องให้สอดคล้องกันด้วย
    
ความทนทานต่อการสึกหรอ

การสึกหรอของผ้าดิสก์เบรกเปลี่ยนแปลงไปตามความเร็วของรถยนต์ และอุณหภูมิเบรก อย่างไรก็ตาม ผ้าดิสก์เบรกที่ทนทานต่อการสึกหรอได้ดี จะเป็นเหตุให้จานเบรกเกิดการสึกหรอ หรือเกิดรอยมากเกินไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของรถไม่ต้องการ

การเบรกไม่อยู่ และการชดเชย

เมื่ออุณหภูมิของผ้าเบรกเพิ่มขึ้น เนื่องจากความฝืดซึ่งทำให้เกิดความร้อน สัมประสิทธิ์ทางความฝืดจะลดลง และผลในการเบรกลดลง เป็นเหตุให้การเบรกไม่มีความแน่นอน ปรากฎการณ์นี้เป็นที่ทราบกันคือการเบรกไม่อยู่ เมื่อเบรกร้อนซึ่งเป็นสาเหตุให้สัมประสิทธิ์ลดลง ผ้าเบรกจะต้องสามารถเย็นลงไปสู่สัมประสิทธิ์เดิมได้ เรียกว่า การชดเชยผ้าเบรกที่มีการเปลี่ยนแปลงสัมประสิทธิ์ไปตามอุณหภูมิน้อย เป็นผ้าเบรกชนิดที่คุณภาพดี อย่างไรก็ตาม ตามความจริงผ้าเบรกที่มีพื้นที่น้อยจะมีความร้อนได้ง่ายกว่า ทำให้สัมประสิทธิ์ลดลง และมีผลต่อประสิทธิภาพในการเบรก การเบรกไม่อยู่ก็อาจเกิดขึ้นได้ง่ายจากการที่ผิวหน้าสัมผัสของผ้าเบรกไม่ถูกต้อง และการที่ผ้าเบรกจับไม่สม่ำเสมอก็จะเป็นสาเหตุให้เบรกดึงข้างไดข้างหนึ่ง ผิวหน้าสัมผัสของผ้าเบรกข้างซ้ายและขวาไม่จับที่ตำแหน่งเดียวกัน หรือจับไม่เท่ากันก็จะเป็นเหตุให้อุณหภูมิของเบรกทั้ง2ข้างไม่เท่ากัน ทำให้เบรกดึงไปข้างใดข้างหนึ่ง


ชนิดของผ้าดิสก์เบรก

ผ้าดิสก์เบรกที่มีจำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาดขณะนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆดังนี้
    
1. กลุ่มผ้าดิสก์เบรกราคาถูกทั่วไปที่มีส่วนผสมของสาร Asbestos หรือที่เรียกกันว่า "ผ้าใบ" จะมีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ คุณสมบัติในการเบรก จะใช้ได้ในความเร็วต่ำๆ หรือระยะต้นๆ แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น ประสิทธิภาพในการเบรกจะลดลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ อายุการใช้งานจะสั้น ผ้าดิสก์เบรกหมดเร็ว นอกจากนั้นแร่ใยหินมีผลต่อสุขภาพ ในปัจจุบันจึงมีการใช้น้อยลง
    
2. กลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของสาร Asbestor หรือกลุ่ม Non-organic แบ่งออกเป็น 2ชนิด คือ

      2.1 ชนิดที่มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นโลหะ (Semi-metallic) จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากยุโรป หรืออเมริกา เช่น Bendix Mintex
      2.2 ชนิดที่มีส่วนผสมของสารอนินทรีย์อื่นๆ จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเช่น Akebono

ทั้งสองชนิดนี้จัดเป็นผ้าดิสก์เบรกที่เกรดใกล้เคียงกัน


ข้อดีขอเสียของวัสดุที่ใช้ทำผ้าเบรค

สารใยเหล็ก (METAL FIBRE)

ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าเบรกคุณภาพสูงและปราศจากอันตราย

คุณสมบัติของสารใยโลหะ (STEEL FIBRE)

1. เป็นใยเหล็กยาว ปราศจากน้ำมัน (Oil Free)
2. เป็นตัวนำความร้อนและตัวนำทางไฟฟ้า
3. จะมีการแตกตัวตามขวางทำให้มีขนาดใหญ่กว่า 3 ไมครอนจึงไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงโพรงอากาศชั้นในปอดได้
4. เป็นสารโลหะหนัก จึงไม่ลอยฟุ้งในอากาศได้
5. ไม่แตกตัว จึงไม่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

ประโยชน์ของสารใยโลหะ (Steel Fibre)

1. เป็นสาร FRICTION MATERIAL ที่มีค่าความเสียดทานสูง เหมาะสำหรับการนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าเบรกรถยนต์ ทำให้ประสิทธิภาพในการเบรกสูง
2. อายุการใช้งานยาวนาน ทนต่อการสึกหรอเนื่องจากการเบรก
3. สามารถทนต่อสภาพการเบรกที่อุณหภูมิสูงได้ถึง 800 ?C
4. เนื่องจากเป็นโลหะ จึงทำให้มีความสามารถในการระบายความร้อนได้สูง การกลับคืนสู่สภาวะ การเบรกที่อุณหภูมิปกติ จึงเป็น ไปอย่างรวดเร็ว
5. ไม่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ เนื่องจากมีอนุภาคที่ใหญ่ จึงไม่สามารถเข้าไปยังปอดได้

สารใยหิน (ASBESTOS)

ที่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าเบรกคุณภาพต่ำ และเป็นอันตราย

คุณสมบัติของสารใยหิน (ASBESTOS)

1. เป็นสินแร่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมีใยหิน
2. เป็นทั้งฉนวนความร้อนและฉนวนสื่อไฟฟ้า
3. จะมีการแตกตัวตามยาวทำให้มีขนาดเล็กกว่า 3 ไมครอนจึงสามารถผ่านเข้าไผถึงโพรงอากาศชั้นในปอดได้
4. เบามากสามารถลอยอยู่ในอากาศได้ง่าย
5. การแตกตัวมีลักษณะเป็นเข็มยาวทำให้ยึดเกาะกับอวัยวะ

อันตรายจากสายใยหิน (ASBESTOS)

1. โรคเมโสเธลิโอมา (MESOTHELIOMA) คือชนิดหนึ่งของมะเร็งซึ่งเกิดจากการได้รับสารใยหินเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ ซึ่งมีอยู่2 รูปแบบ คือ
1.1 เยื่อหุ้มปอด (PLEURAL) ซึ่งจะทำลายเซลด้านนอกปอดและเยื่อหุ้มปอด
1.2 เยื่อบุช่องท้อง (PERITONEAL) ซึ่งจะทำลายเยื่อบุของท้อง
2. โรคมะเร็งปอด (LUNG CANCER) คือเนื่องจากใยหินที่เข้าสู่โพรงอากาศชั้นในปอดได้จะทำให้เกิดการระคายเคืองแล้วปอดจะสร้างเมือก หุ้มซึ่งเป็นสาเหตุของ โรคมะเร็งปอด
3. โรคแอสเบสตอสซิส (ASBESTOSIS) ไม่ใช่มะเร็งแต่เป็นโรคที่รุนแรงมากคือเนื้อเยื่อปอดถูกใยหินบาดเป็นแผลจะมีอาการทุรนทุรายหายใจได้สั้นๆ และเหนื่อยง่าย ซึ่ง จะเป็นผลสืบเนื่องทำให้หัวใจล้มเหลว พิการ และอาจเสียชีวิตได้

สมัยก่อนนี้ในผ้าเบรกจะมีส่วนผสมที่สำคัญคือสาร "แอสเบสตอส" (สมัยนี้ ก็ยังพอมีอยู่) เนื่องจากมันมีราคาถูกเวลาเบรกก็เสียงเงียบดี อีกด้วย นอกจากนี้ เวลาใช้แล้วกระทะล้อจะไม่ดูสกปรก เพราะฝุ่นของมันจะมีสีขาว ใกล้เคียงกับ สีของ กระทะล้อแม็ก แต่ข้อเสียของมันก็ มีเนื่องจากสาร แอสเบสตอสนี้ จะปลิว คละคลุ้งปะปนอยู่ในอากาศ เมื่อหายใจจะสูดเอาฝุ่นของสารนี้เข้าไปด้วย มันจะเข้า ไปฝังตัวในปอด ทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในการผลิตผ้าเบรกยุคก่อนๆ สารที่ใช้เป็นตัวยึดเกาะผ้าเบรก ให้คงทนอยู่ในสภาพเป็นแผ่นนั้นมักจะมีคุณ ภาพต่ำ ทนความร้อนได้ไม่สูงนัก เวลาใช้เบรกกัน บ่อยๆ จะเกิดความร้อนทำให้เบรกมีอาการ Fade ประสิทธิภาพในการจับตัวลดลง เมื่ออยากจะหยุด รถจึงต้องออกแรง เหยียบเบรก กันมากกว่าปกติ เค้าจึงมีการแบ่งเกรดตามระดับการใช้งาน คือ เกรด S จะมีเนื้อนิ่ม จับ ตัวได้ดีตั้งแต่ช่วงความเร็วต่ำ แต่ถ้าใช้เบรก ในช่วงความเร็วสูงก็จะเกิดการ Fade ได้ง่าย และเกรด R ระดับรถแข่ง จะผสมโลหะ เข้าไปในเนื้อผ้าเบรกค่อนข้างเยอะ แม้จะ เบรก กันรุนแรงในช่วงความเร็วสูงอาการ Fade จะมีน้อยสามารถทนความร้อนได้ดีกว่า แต่ การจับตัวในช่วงที่เบรกเย็น จะมี ประสิทธิภาพต่ำ


ชนิดของผ้าเบรกที่ใช้กันอยู่ทั่วไป

ความแตกต่างระหว่าง ผ้าเบรก NAO, Semi-Metallic, Metallic, Asbestosสำหรับปัจจุบันนี้ ผ้าดิสก์เบรก ที่ใช้กันแพร่หลายทั่วไปมีด้วยกันอยู่ 5 กลุ่ม คือ

1. NAO (NON ASBESTOS ORGANIC)

เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ใยสังเคราะห์ที่เป็นอโลหะ มีน้ำหนักเบา เพื่อทำหน้าที่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานและแสดงสมบัติของแรงเสียดทาน ในกลุ่มนี้มีลักษณะเด่น ตรงที่ น้ำหนักเบา ง่ายต่อการควบคุมไม่ให้เกิดฝุ่นหรือเสียง และให้แรงเสียดทาน สูงพอสมควร แต่จะมีข้อจำกัดตรงที่ ส่วนมากจะต้องการส่วนผสมหลายชนิด การทนอุณหภูมิการใช้งานที่สูงมากๆไม่ค่อยดี การดูดซับ และคายความร้อน ได้ยาก และที่สำคัญ ใยสังเคราะห์บางตัวที่ไม่ใช่ ASBESTOS อาจยังคงมี อันตรายต่อระบบทางเดินหายใจอยู่บ้าง

2. Semi-Metallic หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า SemiMet

เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ใยเหล็กเป็นองค์ประกอบโครงสร้างพื้นฐานและแสดงสมบัติของแรงเสียดทานเพียงบางส่วน ในกลุ่มนี้มี ลักษณะเด่นตรงที่ มีความปลอดภัยสูงมากต่อระบบทางเดินหายใจ และมีความสามารถในการทนต่อการใช้งานที่อุณหภูมิสูงได้ดี มีการคายความร้อนได้เร็ว แต่ยังมีข้อจำกัดในด้านการควบคุมไม่ให้เกิดเสียงดังและฝุ่นดำ

3. Fully Metallic หรือ Metallic

เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่ใช้ผงเหล็กละเอียดมาขึ้นรูปด้วยเทคนิคการซินเทอร์ริง (Sinter) ซึ่งเป็นการอัดขึ้นรูป ที่แรงดันสูง และ อุณหภูมิสูงปานกลาง ซึ่งผงเหล็กที่ใช้จะเป็นผงเหล็กพิเศษโดยจะมีคุณสมบัติของแรงเสียดทานอยู่ในตัว ในกลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษ ตรงที่สามารถทนต่ออุณหภูมิการใช้งานที่สูงมากได้

4. ASBESTOS

เป็นผ้าเบรกยุคเก่าที่ใช้สารใยหินเป็นองค์ประกอบหลัก คุณสมบัติพิเศษก็คือ สารใยหินมีราคาถูก และให้แรงเสียดทานได้ดี ที่ อุณหภูมิต่ำๆ แต่มีอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจต่อสิ่งมีชีวิตอย่างมาก จึงมีอารยประเทศหลายๆ ประเทศได้กำหนดให้ ห้ามการ ผลิตผ้าเบรกชนิดนี้

5. กลุ่ม Advance Material

เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่อยู่นอกเหนือจากที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ในการสรรหาวัตถุดิบ ที่มีคุณ ลักษณะ พิเศษต่างๆ เพื่อให้ได้ตามความต้องการของลูกค้า ผ้าเบรคที่ดีและควรใช้ ผ้าเบรกที่ดีสำหรับรถสมัยนี้ อย่างแรกคือ ควรเป็นผ้าเบรก ที่ไม่มี สาร แอสเบสตอสผสมอยู่ ผ้าเบรกที่ควรใช้จะให้มีประสิทธิภาพใน การหยุด ได้ดี และมีเสียงน้อย ทั้งในช่วงที่ผ้าเบรกยังเย็นอยู่ และขณะผ้าเบรก มี อุณหภูมิสูง ประเภทที่ช่วงผ้าเบรกเย็นจะเบรกไม่ค่อยอยู่ ต้องรอให้ ผ้าเบรก ร้อนชะก่อน หรือประเภทเบรกคดีเฉพาะตอนเย็น ตอนผ้าเบรก ร้อนแล้วไม่ได้เรื่องมีอาการ Fade เยอะสำหรับรถที่ ใช้งานระดับ ชาวบ้าน ในยุคนี้ต้องถือว่าเป็นผ้าเบรกที่จะไม่ค่อย น่าจะคบด้วย ซักเท่าไร เพราะสมัยนี้เค้าพัฒนากันไปเยอะแล้ว

* * *หลังจากเปลี่ยนผ้าเบรกมาใหม่ๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ้าเบรก เจียร์จานเบรก หรือเปลี่ยนจานเบรกใหม่ก็ตาม ช่วงระยะการใช้รถใน 200 กม.แรก ควรจะมีการ Bedding-in กันซะก่อน ไม่ควรลงเบรกกันอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ผ้าเบรก และจานเบรกเป็นรอย จะทำให้ เวลาเบรกมีเสียงดังและประสิทธิภาพในการหยุดด้อยลงไป จึงควรขับและใช้เบรกกันอย่างนิ่มนวลไปก่อนจนกว่าจะพ้นระยะ 200 กม. แรกไปก่อน* * *

 ซุบซิบ อาย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14 ต.ค. 2009, 04:57 PM โดย -TUM- » บันทึกการเข้า

stickylight
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 532
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 3292
กระทู้: 8,924

ชะตาฟ้าลิขิต...แต่ชีวิตหน่ะ ....ของกู


สมาชิกเมื่อ: ม.ค. 2009
เพศ: ชาย
จาก: นักเดินทาง ผู้ค้นหาชีวิต
ชื่อเล่น: ข้าวเหนียว
รถ: ก็ต้อง แจ๊ซซซซซ สิครับ
รุ่น: sv at
สี: สู่อรุณรุ่งแห่งชีวิต...good morning...สีขาว
ชื่อเล่นรถ: "ลูกหมูคร๊าบบบ"

เว็บไซต์
« ตอบ #39 เมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 07:40 PM »

 
เย้ เย้


กระทู้ปักหมุดแล้วครับ

กระทู้มีสาระดี ๆ แบบนี้ มีไว้ประดับเวป

น่าภูมิใจจริง ๆ

ขอบคุณ พี่ตั้ม อีกครั้งนะครับ

 ขอบคุณคร๊าบ
บันทึกการเข้า


ตามดู "ลูกหมู"Click เลยครับ
"ร่วมรณรงค์ใช้รูปจริงของท่าน เป็นรูป Avatar"

NV Yangyont HJL Sponsor Vision HJL Sponsor TS Motor HJL Sponsor PTC Gas PTC Crystal Glass X Bar Leo Oil SK II Motor Sport HJL Sponsor
Car Cover 2 You TT Auto Xenon เกษตร-นวมินทร์ HJL Sponsor ว่าง Mr. Prakanpai TT Auto Xenon Rama9 and Ratchada HJL Sponsor ว่าง S.V.AUTO SHOP HJL Sponsor RPM Auto HJL Sponsor

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 19
พิมพ์
กระโดดไป:  

 

 

Google

Theme orange-lt created by panic. | Customized and installed under the name Blue Jazz Advance by Kob Ob Ob. Contact: admin@hondajazzlover.com


website monitoring service Spam Poison.Com