ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

753,773 กระทู้ ใน 29,318 หัวข้อ- โดย 35,349 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: tabiensiam

20 ก.ค. 2018, 11:41 PM
Honda Jazz LoverHonda Jazz Lover Society / ชุมชนคนรักฮอนด้าแจ๊สห้องตกแต่ง / Beauty & Modify (ผู้ดูแล: Carrot, Mr.D, -TUM-, stickylight)รวมข้อมูลในการแต่งรถ New Jazz (ท่อไอเสีย-> P18 )

หน้า: 1 ... 16 17 [18] 19
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: รวมข้อมูลในการแต่งรถ New Jazz (ท่อไอเสีย-> P18 )  (อ่าน 342580 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #340 เมื่อ: 11 ก.ย. 2012, 11:13 PM »

ลองดูครับ โทรถามดูก่อนนะครับ  Smiley

http://www.sonicstation.net/contact-us

http://www.hondajazzlover.com/forum/index.php?topic=61899.0

 ลั้น ลัน ลา
บันทึกการเข้า

nopparat
เทิร์นโปรแล้วจ้า
***

ความดี ความชอบ : 7
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 15577
กระทู้: 152

My Love My Car


สมาชิกเมื่อ: ม.ค. 2011
เพศ: ชาย
จาก: Samutsakorn
ชื่อเล่น: Tao
รถ: New Jazz 09
รุ่น: V/AT
สี: Metallic
ชื่อเล่นรถ: Fhun Dee


« ตอบ #341 เมื่อ: 12 ก.ย. 2012, 12:33 AM »

ลองดูครับ โทรถามดูก่อนนะครับ  Smiley

http://www.sonicstation.net/contact-us

http://www.hondajazzlover.com/forum/index.php?topic=61899.0

 ลั้น ลัน ลา

ขอบคุณมากมาคร๊าบ ขอบคุณคร๊าบ
บันทึกการเข้า

ไม่มีอะไรมีความสุข  เท่ากับที่ได้อยู่กับรถคู่ใจและภรรยาที่น่ารัก
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #342 เมื่อ: 19 ก.ย. 2012, 12:56 PM »

บ้านเราเห่อ Hybrid กันอยู่ แต่ที่อเมริการเค้าไม่ Hybrid กันแล้ว เค้าเป็นน้อง Jazz ใช้ไฟฟ้าล้วนๆแล้วครับ รุ่น FIT EV ครับ

http://automobiles.honda.com/fit-ev/











 ลั้น ลัน ลา
บันทึกการเข้า

-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #343 เมื่อ: 28 ก.ย. 2012, 11:46 PM »

32. เบาะหนังแท้-เที่ยม

แป๊ะเรื่องเบาะ ไว้สำรับคนจะถอยรถใหม่หรือคิดจะทำเบาะหนังครับ  Cheesy

ประเภทของเบาะรถ แบ่งหลักๆได้ 3 อย่าง คือ

1) เบาะหนังแท้

- ไม่อมความร้อน
- มีผิวสำผัสที่รู้สึกดีกว่าวัสดุชนิดอื่น
- ดูหรูหรา ภูมิฐาน
- มีความคงทนสูง (ถ้าใช้และดูแลอย่างถูกวิธี) - รักษายากกว่าวัสดุตัวอื่น
- อาจเกิดเสียงดัง ออดแอดอันเกิดจากการเสียดสีของผิวสัมผัส
-เก็บความชื้นได้ดีกว่าหนังเทียม โดยทั่วไปคุณสมบัติของผ้าที่ถือว่าดีมีความคงทนถาวรที่สุดชนิดหนึ่งก็คือ หนังแท้ทั้งยังให้ความรู้สึกที่หรูหรามากกว่าผ้าชนิดอื่นแต่ราคาก็แพงกว่าอยู่มาก มาดูวิธีดูแลรักษากันนะครับ
- อย่าให้ถูกแสงแดดนาน ๆเพราะจะทำให้ผ้ากรอบได้เร็วกว่าปกติอันเนื่องมาจากรังสี UV
- พยายามอย่าโดนน้ำหรือความชื้นเพราะผ้าหนังแท้ มีคุณสมบัติซึมน้ำได้พอสมควรและที่สำคัญเมื่อหนังเกิดความชื้นขึนจะทำให้ตัวแบททีเร
ียที่ฝังอยู่ข้างใน ออกมาเดินเพ่นพ่านส่งกลิ่นอับ
- อย่าเช็ดเบาะด้วยน้ำยาเคลือบเบาะบ่อยนักควรใช้เท่าที่จำเป็นเพราะว่าเมื่อเราเช็ดไปแ
ล้วนั้นน้ำยาต่าง ๆที่เราใช้เช็ดจะเข้าไปฝังอยู่ภายในทำให้ผ้านุ่ม ดูเหมือนใหม่ (ฟังดูดีจังนะครับ)แต่เมื่อใดที่สารดังกล่าวเสื่อมก็จะกลายเป็นสารที่มีความหนืดสูงซ
ึ่งจะทำให้ผ้าแข็งขึ้นทำให้ต้องทาซ้ำใหม่เพื่อให้กลับมานิ่มเหมือนเดิม โดยจริง ๆ แล้วนั้นบางบริษัทที่มีรถยนต์ระดับหรูหราเขาจะใช้ Vaseline ทา บาง ๆจะทำให้ผ้าไม่กรอบง่ายแต่ต้องทาบ่อย ๆเพราะเขาจะติดอยู่แค่ผิวนอก หลุดออกได้ง่ายหน่อย แหมถ้าอยากจะใช้เบาะหนังแท้ให้สวยก็ต้องรักษากันหน่อยละครับ


2) เบาะหนังเทียม

- รักษาง่ายกว่าวัสดุตัวอื่น
- ไม่เก็บความชื้น
- อมความร้อน
- ผิวสัมผัสไม่สบาย อบ
- ไม่ทนทานเท่าวัสดุตัวอื่น ๆวิธีการรักษาของวัสดุตัวนี้ไม่ยุ่งยากจัดได้ว่าง่ายที่สุดก็ได้ครับลองมาฟังดูแลัวจ
ะรู้ว่าง่ายจริงๆ
- อย่าให้โดนแดดบ่อยนักอันนี้เป็นเหมือนกันทุกอย่างแหละครับโดยบ่อย ๆ
- ถ้าเบาะเลาะก็ใช้ผ้าชุบน้ำให้แล้วบิดพอหมาดเช็คเหมือนกับที่เช็ดแผงประตูหรือแผงหน้า
ปัทแหละครับคุณสมบัติไม่ต่างกันเท่าใหร่ - สำหรับเบาะชนิดนี้ก็ยังอุตส่าห์มีน้ำยามาเคลือบเงาอีกบางทีน้ำยาเคลือบเงาแพงกว่าค่า
ผ้าเสียอีกนะครับอย่างครั้งก่อนผมไปที่ห้างดังแห่งหนึ่ง ต้องการจะซื้อสินค้าประเภทรักษาเครื่องหนังเลยเข้าไปถามที่พนักงานขายสิ่งแรกที่เขาแ
นะนำให้เป็นน้ำยาเคลือบเงาเบาะรถยนต์ราคา พันกว่าบาท พอเห็นว่าผมเริ่มไม่สนในก็แนะนำตัวที่ถูกลงมา เหลือ 700บาท ผมก็เลยถามว่าแล้วที่ถูกกว่านี้มีใหมเขาตอบว่าใช้ยี่ห้ออื่นที่ทำในไทยแล้ว จะทำให้ผ้าแฉะ แหมอยากก้านคอเจ้าหมอนั่นจริง ๆของไทยไม่นิยมผมเลยซื้อให้เห็นเสียเลย แหมก็แค่ประมาณ 70 บาทเองถูกกว่าตั้งเยาะใช้ได้เหมือนกัน


3) เบาะกำมะหยี่,เบาะผ้า

- ไม่อมความร้อน
- มีผิวสำผัสที่รู้สึกดีกว่าหนังเทียม
- ดูหรูหรา ภูมิฐานรองมาจากหนังแท้
- มีความคงทนสูง (ถ้าใช้และดูแลอย่างถูกวิธี)
- รักษายาก
- เก็บความชื้นได้ดี
- มีกลิ่นอับง่าย  


สำหรับเบาะหนัง

ธรรมดาแล้วเบาะหนังถึงแม้ว่ามาจากโรงงาน (ตามสเปค) ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นหนังแท้ทุกชิ้นส่วนที่โดนตัว เช่น ขา ก้น หลัง ศรีษะ จะป็นหนังแท้ แต่ด้านข้างเบาะ หลังเบาะ จะเป็นหนังเทียม สาเหตที่ไม่ได้ทำเป็นหนังแท้ทุกชิ้น มีสาเหตมาจาก  ต้นทุนเรื่องราคา

อดีตหนังแท้นั้นมีลักษณะที่บ่งบอกได้ชัดเจนอยู่หลายประการ เช่น กลิ่น ลาย พื้นผิว ด้านหลัง ฯลฯ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามา จนทำให้หนังเทียมมีรูปแบบ ลวดลาย ใกล้และเหมือน หนังแท้มากขึ้น เราจึงต้องมารู้จักลักษณะพื้นฐาน ของหนังแท้และ หนังเทียมกันก่อน ดังนี้

ลักษณะพื้นฐานของหนังแท้

ในอดีตหนังแท้มีลักษณะพื้นฐานที่ชี้ชัดได้ง่ายเช่น มีกลิ่นหนัง ผิวมีรูขน ด้านหลังเป็นขน สักหลาด ซึมซับน้ำหากอากาศเย็นเมื่อสัมผัสจะรู้สึกอุ่น ขณะที่อากาศร้อน เมื่อสัมผัส จะรู้สึก เย็นดูแลทำความสะอาดยาก ลายบนผิวเป็นธรรมชาติไม่มีรอยต่อลาย (Emboss repeat) การพัฒนาด้านต่างๆ ในอุตสาหกรรมการฟอกหนัง และการตกแต่ง (Finishing) เป็นปัจจัย ที่ทำให้ลักษณะพื้นฐานเปลี่ยนไปจนไม่อาจจะใช้เป็นตัวพิจารณา บ่งบอก ความเป็นหนังแท้ ได้อีกต่อไป ซึ่งการฟอกย้อม ในปัจจุบันมีความพยายาม ที่จะลดกลิ่น หรือให้เจือจางที่สุด ดังนั้น หนังแท้ที่ดีจึงมักไม่มีกลิ่น มีการใช้ Water Repel lance เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเกาะ หนังมีฉนวน และถ่ายเทอากาศได้ ก็เป็นเฉพาะหนัง ประเภท Full grain หรือ Corrected grain ที่ผ่านการ Top coating หรือ Finishing บางๆ เท่านั้น หนังแท้ส่วนใหญ่ผิวลาย รอยย่นของผิว (Grain Break) โดยปกติจะมีลักษณะ เป็นธรรมชาติเหมือนผิวหนังของคน แต่หนังแท้บางชนิดที่เนื้อแน่น หรือ แข็ง ที่เป็น หนังคุณภาพดีก็ไม่มี รอยย่นของผิว ให้สังเกตดูขณะเดียวกันหนังเทียม PU จะมีรอยย่นของผิวใกล้เคียงกับหนังแท้ทั่วไป หนังแท้ จะมีขนาด (Shape/Size) แต่ละชิ้น ไม่แน่นอน เพราะเป็นของธรรมชาติ หนังแท้จะไม่ ติดไฟหรือถ้าติดก็จะดับได้เอง

หนังเทียมเหมือนหรือใกล้หนังแท้แค่ไหน

หลายปีมาแล้วเทคโนโลยีได้สร้างหนังเทียมที่มีคุณสมบัติทั้งทางกายภาพ และทางด้านเคมี เหมือนหนังแท้ จนสามารถ แยกแยะ แม้จะด้วยวิธีการวิเคราะห์ ในห้องแล็ป ถึงกระนั้นต้นทุนที่ได้มาสูงกว่าราคาหนังแท้มากจนไม่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์อย่างไรก็ตาม หนังเทียมทั้ง PU / PVC ก็คงมีลักษณะพื้นฐาน หลายอย่างที่แตกต่างจากหนังแท้และ หลายอย่างเหมือนหรือ ใกล้เคียงกับหนังแท้ ตัวอย่างเช่น รอยย่นผิวบน ปกติหนังเทียม PVC จะไม่เกิดรอยย่นเมื่อเวลา พับด้านผิวบนเข้าหากันเพราะมีความกระด้างมาก ขณะที่ Semi-PU และหนังเทียม PU จะมีรอยย่นดูคล้ายหนังแท้ ผิวหน้าของหนังเทียม PU มักมีความหนืด ติดมือ (sticky) ขณะหนังเทียม PVC กลับมีความแห้งลื่นมากว่า เมื่อเทียบกับหนังแท้ ด้านหลังของหนังเทียม PVC โดยปกติจะเป็นผ้าทอ หากไม่มีหลังผ้า ก็จะเห็น เป็นชั้นพลาสติก ขณะที่หนังเทียม PU ทั่วไปก็เช่นกัน เว้นแต่บางเกรด (Coaggulation by Dipping base) ที่ถูกนำไปขัดด้วยกระดาษทรายด้านหลัง จนทำให้เป็นขนดูคล้ายหนังกลับหรือเส้นใย หนังแท้


วิธีดูหนังแท้-เที่ยมแบบง่ายๆ

ใช้มือกดดูครับ ถ้าจิ้มลงไปแล้ว หนังแท้ จะมีรอยย่น แล้วรอยเหี่ยว หนังเทียม อาจจะมีรอยย่น แต่ไม่มีรอยเหี่ยว


หนังเทียมเกรดต่ำ กดแล้วจะเป็นแบบนี้ครับ



หนังเทียมเกรดสูง



หนังแท้ครับ





วิธีการทำความสะอาดเบาะหนังแท้

ถ้าหากคิดว่าเราจะยกเอาเบาะหนังออกมาล้างเหมือนกับเบาะผ้านี่ ขอให้คิดใหม่เพราะถ้าเป็นไวนิลหรือหนังเทียมก็พอจะยกออกมาล้างได้เหมือนกัน สะดวกกว่าด้วย แต่ถ้าเป็นหนังแท้   ไม่ว่าจะมากหรือน้อย คือเป็นหนังแท้ทั้งเบาะหรือแค่บางส่วน ห้ามยกออกมาล้าง ห้ามตากแดดนะครับ เขากรรมวิธีของเขาอยู่แล้ว ง่ายๆ เบาแรงแต่ใช้เวลามาก เริ่มกันด้วยน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาด ไม่แนะนำให้ใช้ผงซักฟอกเพราะจะทำให้หนังแห้งและแข็ง แต่ขอให้ใช้น้ำสบู่เหลวที่มีขายกันอยู่ทั่วไปนี่แหละมาละลายน้ำสะอาดๆ อุปกรณ์ที่เหลือก็จะเป็นแปรงสีฟัน กับผ้าขนหนูเท่านั้นเอง สาเหตุที่ให้ใช้แปรงสีฟันอ่อนๆ ก็เพราะผิวหน้าของหนังนั้นจะเป็นร่องเล็กๆ ซึ่งเป็นลายธรรมชาติของมัน นอกจากนั้นตัวหนังเมื่อโดนความชื้น หรือน้ำก็จะมีความอ่อนตัว ซึ่งถ้าเป็นแปรงที่มีความแข็งมากเกินไป มันจะขูดทำลาย  ผิวหน้าจนเกิดเป็นขุยขึ้นมา จึงควรใช้แปรงสีฟันที่เราใช้งานจนหมดสภาพแล้วก็ได้ (ความจริงซื้อของใหม่ก็ราคาไม่เท่าไรนะ เพราะไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงอยู่แล้ว) เมื่อได้เวลาอันสมควรก็จัดการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำยาที่ผสมเอาไว้  บิดให้พอหมาดๆ เพื่อเอาไปเช็ดให้ทั่วเบาะ ในขึ้นตอนนี้จะสามารถล้างเอาสิ่งสกปรกออกมาได้ในระดับพื้นผิว เมื่อเช็ดไปสัก 2 รอบเราก็ใช้แปรงสีฟันชุบน้ำยาเอาไปขัดเบาะๆให้ทั่วเบาะ จะสามารถเห็นความสกปรกได้อย่างชัดเจนจากขนแปรง ที่ดำขึ้นมาทันที เมื่อขัดและเช็ดจนมั่นใจว่าสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว สุดท้ายก็จะเป็นการเช็ดล้างด้วยน้ำเปล่า เพื่อเอาคราบน้ำสบู่ออก ซึ่งงานนี้ไม่จำเป็นต้องใช้แปรงก็ได้ ใช้เพียงผ้าขนหนูสะอาดๆ   ชุบน้ำบิดพอหมาดแล้วเอาไปเช็ดที่เบาะอีกสัก 2-3 รอบเท่านี้เบาะรถคุณก็จะกลับมาสดใสเหมือนใหม่อีกครั้ง  เกือบลืมไป การจะตากให้เบาะหนังแห้งนั้นแค่เปิดกระจกไว้หน่อย เท่านั้นก็พอครับ เพราะตัวเบาะหนังไม่ได้ชุ่มน้ำเหมือนกับเบาะผ้า และเมื่อแห้งดีแล้วก็ลงน้ำยารักษาหนังได้อีกเพื่อช่วยคงความนุ่มมวลและยังเป็นการช่วยยืดอายุของหนัง  ไม่ให้เปี่อยเร็วอีกด้วย
    
การล้างทำความสะอาดเบาะรถนั้นทำได้ไม่ยากแต่ต้องใช้เวลามากเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้เวลาที่รถเราโดนน้ำท่วมหรือเด็กๆ ทำขนมหรืออย่างอื่นหกใส่ หรือจะเป็นเพราะใช้งานมานานก็แล้วแต่ แค่เรามีเวลาสัก 2-3 วันเท่านั้น ก็เพียงพอสำหรับ  การล้างทำความสะอาดแบบชนิดที่ทำให้ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นหอมโดยไม่ต้องพึ่งน้ำหอบปรับอากาศเลย สนใจจะทำเองก็ลองมองหาวันที่ไม่ต้องใช้รถและอากาศสดใส มีแดดเยอะๆ ไว้ได้แล้วครับ  

ข้อควรระวัง

           1. ห้ามใช้สารตัวทำลาย (Solvent) เช็ดรอยด่าง
           2. ห้ามทำความสะอาด เมื่ออุณหภูมิเบาะสูงเกิน 500C (50 องศาเซียส)
           3. ห้ามเช็คด้วยผ้าผิวหยาบ

 ลั้น ลัน ลา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 ก.ย. 2012, 11:54 PM โดย -TUM- » บันทึกการเข้า

่janejira
เทิร์นโปรแล้วจ้า
***

ความดี ความชอบ : 8
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 35129
กระทู้: 135

janejira @BNT ^_^


สมาชิกเมื่อ: เม.ย. 2012
เพศ: หญิง
จาก: นครปฐม
ชื่อเล่น: เจน....ค่ะ^^
รุ่น: SV A/T
สี: ฟ้าคร้าาา
ชื่อเล่นรถ: Lucky Blue


« ตอบ #344 เมื่อ: 17 ต.ค. 2012, 10:52 PM »

 ยินดี ยินดี ยินดี ยินดี ยินดี

ขอบคุณ ความรู้ดี ดี มากมายเลยค่ะ

บันทึกการเข้า

FirstELT
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 24393
กระทู้: 6


สมาชิกเมื่อ: ก.ย. 2011


« ตอบ #345 เมื่อ: 21 ต.ค. 2012, 02:04 PM »

อยากทราบว่า จานเบรก Runstop ดีไหม ขนาด 285 ใส่กับแม็ก 15อะครับ

ใส่แล้ว คดไหม ร้าวไหม แล้วเวลาเบรกสั่นไหม ยังใครรู้ช่วยบอกหน่อยครับ กำลังจะไปเปลี่ยน
บันทึกการเข้า
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #346 เมื่อ: 25 ต.ค. 2012, 10:43 AM »

ที่ใส่อยู่ 262 ไม่มีคดหรือร้าวนะครับ ส่วนใหญ่ที่คดมักเกิดจากรถวิ่งมาจานร้อนๆแล้วไปโดนน้ำ เช่นล้างรถ เหล็กร้อนๆโดนน้ำเย็นๆบ่อยๆมันก็เปราะหรือคดได้ครับ

 ลั้น ลัน ลา
บันทึกการเข้า

anakcash
เทิร์นโปรแล้วจ้า
***

ความดี ความชอบ : 4
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 42510
กระทู้: 101


สมาชิกเมื่อ: ต.ค. 2012
เพศ: ชาย
จาก: ปทุมธานี
ชื่อเล่น: แคช
รถ: 2010 GE
รุ่น: S-AT
สี: ขาว
ชื่อเล่นรถ: Vilarn (วิฬาร)


« ตอบ #347 เมื่อ: 31 ต.ค. 2012, 04:53 PM »

ขอบคุณครับ
มือใหม่ตามอ่านครับ ตอนนี้รถเปล่าๆ
ยังไม่ได้ใส่อะไรเลย ยังเป็นล้อกระทะอยู่เลย เหนื่อยจัง
(รอให้มีเรื่องท่อด้วย แหะๆ)
บันทึกการเข้า
vitipong33
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 46188
กระทู้: 1


สมาชิกเมื่อ: ม.ค. 2013


« ตอบ #348 เมื่อ: 25 ม.ค. 2013, 04:52 PM »

อยากติดฟิล์มกรองแสงใหม่มากเลยครับ
บันทึกการเข้า
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #349 เมื่อ: 12 ก.พ. 2013, 12:01 PM »

สาระบ้าง  Smiley

รู้จักฟิล์มกรองแสง

40%, 60%, 80% ความเข้าใจผิดที่แก้ไขยากสำหรับวงการฟิล์ม สืบเนื่องจากในยุคแรกๆ ฟิล์มมีไม่กี่ชนิดและมีไม่กี่ระดับความเข้ม โดยมาตรฐานตอนนั้นจะมีเบอร์ที่เป็นมาตรฐานสากลคือ เบอร์ 5, 20, 50 ซึ่งตามมาตรฐานแล้วเบอร์ฟิล์มจะบ่งบอกถึงประมาณการณ์ของค่าแสงส่องผ่าน (Visible Light Transmittance) เช่น ฟิล์มรหัส xx 05 จะหมายถึงฟิล์มเบอร์นี้แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 5% คือฟิล์มมีความเข้ม 95% บ้านเราเห็นมันเข้มหรือทึบสุดเลยเรียกว่าฟิล์ม 80%, ฟิล์มเบอร์ xx 20 หมายถึงฟิล์มเบอร์นี้ แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 20% หรือฟิล์มเข้ม 80% บ้านเราเรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 60%, ฟิล์มเบอร์ xx 50 หมายถึงฟิล์มเบอร์นี้ แสงสามารถส่องผ่านได้ประมาณ 50% หรือฟิล์มเข้ม 50% บ้านเราเรียกฟิล์ม 40% นี่แหละครับความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้น

ฟิล์มกรองแสง 40%, 60%, 80% มีความหมายว่าอย่างไร
เป็นตัวเลขที่เรียกความเข้มของฟิล์มกรองแสง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างแรงในยุคแรกๆ ที่มีการจำหน่ายฟิล์มกรองแสงในประเทศไทย ซึ่งในยุคแรกๆ ฟิล์มกรองแสงที่นำเข้ามาจากต่างประเทศนั้นจะมีไม่กี่เบอร์ คือ ประมาณ 3-4 เบอร์ เช่น เบอร์ 05, 20,35,50 ซึ่งเบอร์นั้นๆ ตามมาตรฐานสากลจะบ่งบอกถึงค่าที่แสงสามารถส่องผ่านได้ เช่น

เบอร์ 05 แสงสามารถส่องผ่านได้ 5% (ฟิล์มจะเข้ม 95%)
เบอร์ 20 แสงสามารถส่องผ่านได้ 20% (ฟิล์มจะมีความเข้ม 80%) เป็นต้น
ซึ่งในยุคแรกๆ ทั้งผู้บริโภคและร้านค้ายังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าวจึงใช้การประมาณความเข้มของฟิล์มแทน เช่น เบอร์05 แสงผ่านได้ 5% ฟิล์มจะมีความเข้ม 95% แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 80%, เบอร์ 20 แสงส่องผ่านได้ 20% ฟิล์มจะมีความเข้ม 80% แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่าฟิล์ม 60%, ฟิล์มเบอร์ 50 แสงส่องผ่านได้ 50% ฟิล์มจะมีความเข้ม 50% แต่เรียกฟิล์มเบอร์นี้ว่า 40% ซึ่งการเรียกดังกล่าว ยังเข้าใจกันผิดๆ อยู่จนทุกวันนี้

การลดความร้อนของฟิล์ม เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งถกเถียงกันไม่จบ บ้างก็อยากให้วัดกับหลอดไฟ



ซึ่งผู้บริโภคคงสับสนกันอยู่พอสมควรว่าจะทดสอบและตัดสินใจเลือกกันอย่างไร ให้ถูกต้องกันแน่ เราจะดูตารางเปรียบเทียบไอ้ความร้อนที่เราได้รับดูกันก่อน ระหว่างแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน คือ ระหว่างดวงอาทิตย์กับหลอดไฟ



รังสีและแสงสว่าง   ดวงอาทิตย์   หลอดไฟ (สปอร์ตไลท์)
แสงสว่าง   44%   10-20%
รังสีอินฟราเรด   53%   80-90%
รังสียูวีหรืออุลตร้าไวโอเลต   3%   น้อยมาก
รวม   100%   100%

ดังนั้นการพิจารณาในการเลือกฟิล์มกรองแสงจากคุณสมบัติในการลดความร้อนนั้น สามารถใช้หลอดไฟในการเปรียบเทียบได้ คือให้รู้ว่าฟิล์มตัวไหนสามารถลดรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่ากัน(ควรจะเทียบใน ระดับฟิล์มที่มีความเข้มระดับเดียวกันหรือใกล้เคียง) ก็จะได้รู้ว่าฟิล์มตัวไหนสามารถลดความร้อนได้ดีกว่า ย้ำนะครับว่าให้เทียบในระดับความเข้มเดียวกัน แต่ก็อย่าคาดหวังว่าจะลดความร้อนได้ดีอย่างที่เรารู้สึก เพราะดวงอาทิตย์มีส่วนประกอบของความร้อนอย่างอื่นประกอบด้วย ถ้าจะเอาค่าการลดความร้อนรวม (Total Solar Energy Rejected หรือ TSER) ก็ลองแวะร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Smarttec ดูครับเรามี Optical Meter ไว้ให้ทดสอบครับ ดังนั้นการเลือกฟิล์มก็ควรที่จะดูเรื่องโครงสร้างสินค้า-ราคาและการลดความ ร้อนรวมจากแสงแดดเป็นตัวประกอบด้วย จะได้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

ประเภทของฟิลม์

ฟิล์มธรรมดา

ฟิล์มธรรมดา คือฟิล์มที่ไม่มีส่วนผสมของโลหะหรือสารอื่นใดที่ช่วยในการลดคลื่นรังสีความ ร้อน โดยจะมีโครงสร้างการผลิตอยู่คร่าวๆ 2 แบบคือ

1. ชนิดสีผสมกาว (Color in adhesive)



2. ชนิดสีอยู่ในเนื้อฟิล์ม (Color in P.E.T.)




ฟิล์มปรอท, ฟิล์มเคลือบโลหะ และฟิล์มลดความร้อน

ฟิล์มปรอท, ฟิล์มเคลือบโลหะ และฟิล์มลดความร้อน คือฟิล์มที่นำโลหะเข้ามาเป็นส่วนผสมในการผลิต โดยในปัจจุบันที่นิยมใช้มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกันคือ

1. ชนิดสีผสมกาวเคลือบด้วยแผ่นโลหะ (Color in adhesive with Metalized P.E.T.)



2. ชนิดสีอยู่ในเนื้อฟิล์มเคลือบด้วยแผ่นโลหะ (Color in P.E.T. with Metalized P.E.T.)




ฟิล์มอินฟราเรด (Infrared Film)

ฟิล์มอินฟราเรด (Infrared Film) เป็นฟิล์มชนิดที่เคลือบสารพิเศษในการไปตัดรังสีอินฟราเรดได้ดี ซึ่งรังสีอินฟราเรดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของความร้อน (ดูการลดความร้อนของฟิล์มในช่วงต่อไป) แต่จากการโฆษณาทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อว่าสามารถลดความร้อนได้ดี โดยใช้ตัวเลขในการลดรังสีอินฟราเรดเป็นตัวโฆษณาและมีราคาที่สูงมาก ทำให้ตลาดไม่ค่อยตอบรับเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันมีสินค้าประเภทนี้ที่มีราคาถูกลงให้ได้เลือกกันมากขึ้น




ฟิล์มนิรภัย (Safety Film)

ฟิล์มนิรภัย (Safety Film) เป็นฟิล์มชนิดที่มีความหนาตั้งแต่ 4 MIL ขึ้นไป (1 MIL = 1/1,000 นิ้ว) มีทั้งชนิดลดความร้อนและไม่ลดความร้อน ส่วนมากจะใช้ในงานอาคารสูงเพื่อยึดกระจกไว้เวลากระจกแตก





เลือกสีฟิล์มอย่างไรจึงจะเข้ากับสีรถ

ถ้ารถสีอ่อนประเภท ขาว เทา บรอนซ์เงิน บรอนซ์ทอง มักจะเข้ากับฟิล์มทั่วๆ ไปได้ค่อนข้างง่าย ไม่ว่าจะเข้มหรืออ่อน แต่ถ้าเป็นรถสีเข้มประเภท สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน การใช้ฟิล์มสีเข้มบางโทนสีอาจจะดูไม่เข้ากับสีรถ แต่ถ้าใช้ฟิล์มสีอ่อน สีกลางๆ ก็จะเข้ากันได้ง่ายกว่า
 
ปัจจุบันนี้ฟิล์มแต่ละยี่ห้อ มีให้เลือกสีและความเข้มเป็นสิบๆ รุ่น เว็บไซต์ของฟิล์มบางยี่ห้อ ก็มีให้ทดลองสีดูด้วย ดูพอเป็นไอเดียได้ เพราะในเว็บนั้นไม่เหมือนกับของจริง  ถ้าอยากให้ถูกใจและไม่ผิดหวัง ขอแนะนำให้ไปที่ร้าน แล้วให้ช่างทดลองติดตัวอย่างฟิล์มให้ดู เพื่อเทียบสีฟิล์มกับสีรถว่าตรงใจหรือไม่ ค่อยเลือกตัดสินใจอีกที


ติดฟิล์มกรองแสงประเภทโลหะหรือปรอท จะทำให้สะท้อนตารถคันอื่น ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือไม่

ฟิล์มประเภทโลหะจะมีหลายหลายความเข้มและหลากหลายความเงา ซึ่งถ้าว่ากันตามจริงก็แทบจะไม่มีผล เพราะโดยปกติแล้วขอให้ท่านลองสังเกตดูกระจกรถบางคันก็สามารถสะท้อนแสงมาก ทั้งๆที่ไม่ได้ติดตั้งฟิล์มกรองแสงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งมุมในการสะท้อนก็จะต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน เช่น ช่วงเวลา มุมเอียงของกระจก ซึ่งมุมเอียงของกระจกนั้นจะยิ่งสังเกตได้ง่าย โดยถ้าขับรถตามหลังรถบางคันจะเห็นว่ามุมเอียงของกระจกจะไม่เท่ากัน และรถบางประเภทมุมของกระจกแทบจะตั้งฉากเสียด้วยซ้ำ สรุกคือแทบไม่มีผล ฟิล์มประเภทโลหะจะเพิ่มค่าความสะท้อนของแสงขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรเลือกใช้ฟิล์มที่มีความสะท้อนแสงที่มากเกินไป(ควรเลือกที่มีค่าไม่เกิน 35%)



 ลั้น ลัน ลา
บันทึกการเข้า

mam109
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 41131
กระทู้: 16


สมาชิกเมื่อ: ก.ย. 2012


« ตอบ #350 เมื่อ: 01 เม.ย. 2013, 03:25 PM »

32. เบาะหนังแท้-เที่ยม

แป๊ะเรื่องเบาะ ไว้สำรับคนจะถอยรถใหม่หรือคิดจะทำเบาะหนังครับ  Cheesy

ประเภทของเบาะรถ แบ่งหลักๆได้ 3 อย่าง คือ

1) เบาะหนังแท้

- ไม่อมความร้อน
- มีผิวสำผัสที่รู้สึกดีกว่าวัสดุชนิดอื่น
- ดูหรูหรา ภูมิฐาน
- มีความคงทนสูง (ถ้าใช้และดูแลอย่างถูกวิธี) - รักษายากกว่าวัสดุตัวอื่น
- อาจเกิดเสียงดัง ออดแอดอันเกิดจากการเสียดสีของผิวสัมผัส
-เก็บความชื้นได้ดีกว่าหนังเทียม โดยทั่วไปคุณสมบัติของผ้าที่ถือว่าดีมีความคงทนถาวรที่สุดชนิดหนึ่งก็คือ หนังแท้ทั้งยังให้ความรู้สึกที่หรูหรามากกว่าผ้าชนิดอื่นแต่ราคาก็แพงกว่าอยู่มาก มาดูวิธีดูแลรักษากันนะครับ
- อย่าให้ถูกแสงแดดนาน ๆเพราะจะทำให้ผ้ากรอบได้เร็วกว่าปกติอันเนื่องมาจากรังสี UV
- พยายามอย่าโดนน้ำหรือความชื้นเพราะผ้าหนังแท้ มีคุณสมบัติซึมน้ำได้พอสมควรและที่สำคัญเมื่อหนังเกิดความชื้นขึนจะทำให้ตัวแบททีเร
ียที่ฝังอยู่ข้างใน ออกมาเดินเพ่นพ่านส่งกลิ่นอับ
- อย่าเช็ดเบาะด้วยน้ำยาเคลือบเบาะบ่อยนักควรใช้เท่าที่จำเป็นเพราะว่าเมื่อเราเช็ดไปแ
ล้วนั้นน้ำยาต่าง ๆที่เราใช้เช็ดจะเข้าไปฝังอยู่ภายในทำให้ผ้านุ่ม ดูเหมือนใหม่ (ฟังดูดีจังนะครับ)แต่เมื่อใดที่สารดังกล่าวเสื่อมก็จะกลายเป็นสารที่มีความหนืดสูงซ
ึ่งจะทำให้ผ้าแข็งขึ้นทำให้ต้องทาซ้ำใหม่เพื่อให้กลับมานิ่มเหมือนเดิม โดยจริง ๆ แล้วนั้นบางบริษัทที่มีรถยนต์ระดับหรูหราเขาจะใช้ Vaseline ทา บาง ๆจะทำให้ผ้าไม่กรอบง่ายแต่ต้องทาบ่อย ๆเพราะเขาจะติดอยู่แค่ผิวนอก หลุดออกได้ง่ายหน่อย แหมถ้าอยากจะใช้เบาะหนังแท้ให้สวยก็ต้องรักษากันหน่อยละครับ


2) เบาะหนังเทียม

- รักษาง่ายกว่าวัสดุตัวอื่น
- ไม่เก็บความชื้น
- อมความร้อน
- ผิวสัมผัสไม่สบาย อบ
- ไม่ทนทานเท่าวัสดุตัวอื่น ๆวิธีการรักษาของวัสดุตัวนี้ไม่ยุ่งยากจัดได้ว่าง่ายที่สุดก็ได้ครับลองมาฟังดูแลัวจ
ะรู้ว่าง่ายจริงๆ
- อย่าให้โดนแดดบ่อยนักอันนี้เป็นเหมือนกันทุกอย่างแหละครับโดยบ่อย ๆ
- ถ้าเบาะเลาะก็ใช้ผ้าชุบน้ำให้แล้วบิดพอหมาดเช็คเหมือนกับที่เช็ดแผงประตูหรือแผงหน้า
ปัทแหละครับคุณสมบัติไม่ต่างกันเท่าใหร่ - สำหรับเบาะชนิดนี้ก็ยังอุตส่าห์มีน้ำยามาเคลือบเงาอีกบางทีน้ำยาเคลือบเงาแพงกว่าค่า
ผ้าเสียอีกนะครับอย่างครั้งก่อนผมไปที่ห้างดังแห่งหนึ่ง ต้องการจะซื้อสินค้าประเภทรักษาเครื่องหนังเลยเข้าไปถามที่พนักงานขายสิ่งแรกที่เขาแ
นะนำให้เป็นน้ำยาเคลือบเงาเบาะรถยนต์ราคา พันกว่าบาท พอเห็นว่าผมเริ่มไม่สนในก็แนะนำตัวที่ถูกลงมา เหลือ 700บาท ผมก็เลยถามว่าแล้วที่ถูกกว่านี้มีใหมเขาตอบว่าใช้ยี่ห้ออื่นที่ทำในไทยแล้ว จะทำให้ผ้าแฉะ แหมอยากก้านคอเจ้าหมอนั่นจริง ๆของไทยไม่นิยมผมเลยซื้อให้เห็นเสียเลย แหมก็แค่ประมาณ 70 บาทเองถูกกว่าตั้งเยาะใช้ได้เหมือนกัน


3) เบาะกำมะหยี่,เบาะผ้า

- ไม่อมความร้อน
- มีผิวสำผัสที่รู้สึกดีกว่าหนังเทียม
- ดูหรูหรา ภูมิฐานรองมาจากหนังแท้
- มีความคงทนสูง (ถ้าใช้และดูแลอย่างถูกวิธี)
- รักษายาก
- เก็บความชื้นได้ดี
- มีกลิ่นอับง่าย  


สำหรับเบาะหนัง

ธรรมดาแล้วเบาะหนังถึงแม้ว่ามาจากโรงงาน (ตามสเปค) ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นหนังแท้ทุกชิ้นส่วนที่โดนตัว เช่น ขา ก้น หลัง ศรีษะ จะป็นหนังแท้ แต่ด้านข้างเบาะ หลังเบาะ จะเป็นหนังเทียม สาเหตที่ไม่ได้ทำเป็นหนังแท้ทุกชิ้น มีสาเหตมาจาก  ต้นทุนเรื่องราคา

อดีตหนังแท้นั้นมีลักษณะที่บ่งบอกได้ชัดเจนอยู่หลายประการ เช่น กลิ่น ลาย พื้นผิว ด้านหลัง ฯลฯ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเข้ามา จนทำให้หนังเทียมมีรูปแบบ ลวดลาย ใกล้และเหมือน หนังแท้มากขึ้น เราจึงต้องมารู้จักลักษณะพื้นฐาน ของหนังแท้และ หนังเทียมกันก่อน ดังนี้

ลักษณะพื้นฐานของหนังแท้

ในอดีตหนังแท้มีลักษณะพื้นฐานที่ชี้ชัดได้ง่ายเช่น มีกลิ่นหนัง ผิวมีรูขน ด้านหลังเป็นขน สักหลาด ซึมซับน้ำหากอากาศเย็นเมื่อสัมผัสจะรู้สึกอุ่น ขณะที่อากาศร้อน เมื่อสัมผัส จะรู้สึก เย็นดูแลทำความสะอาดยาก ลายบนผิวเป็นธรรมชาติไม่มีรอยต่อลาย (Emboss repeat) การพัฒนาด้านต่างๆ ในอุตสาหกรรมการฟอกหนัง และการตกแต่ง (Finishing) เป็นปัจจัย ที่ทำให้ลักษณะพื้นฐานเปลี่ยนไปจนไม่อาจจะใช้เป็นตัวพิจารณา บ่งบอก ความเป็นหนังแท้ ได้อีกต่อไป ซึ่งการฟอกย้อม ในปัจจุบันมีความพยายาม ที่จะลดกลิ่น หรือให้เจือจางที่สุด ดังนั้น หนังแท้ที่ดีจึงมักไม่มีกลิ่น มีการใช้ Water Repel lance เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเกาะ หนังมีฉนวน และถ่ายเทอากาศได้ ก็เป็นเฉพาะหนัง ประเภท Full grain หรือ Corrected grain ที่ผ่านการ Top coating หรือ Finishing บางๆ เท่านั้น หนังแท้ส่วนใหญ่ผิวลาย รอยย่นของผิว (Grain Break) โดยปกติจะมีลักษณะ เป็นธรรมชาติเหมือนผิวหนังของคน แต่หนังแท้บางชนิดที่เนื้อแน่น หรือ แข็ง ที่เป็น หนังคุณภาพดีก็ไม่มี รอยย่นของผิว ให้สังเกตดูขณะเดียวกันหนังเทียม PU จะมีรอยย่นของผิวใกล้เคียงกับหนังแท้ทั่วไป หนังแท้ จะมีขนาด (Shape/Size) แต่ละชิ้น ไม่แน่นอน เพราะเป็นของธรรมชาติ หนังแท้จะไม่ ติดไฟหรือถ้าติดก็จะดับได้เอง

หนังเทียมเหมือนหรือใกล้หนังแท้แค่ไหน

หลายปีมาแล้วเทคโนโลยีได้สร้างหนังเทียมที่มีคุณสมบัติทั้งทางกายภาพ และทางด้านเคมี เหมือนหนังแท้ จนสามารถ แยกแยะ แม้จะด้วยวิธีการวิเคราะห์ ในห้องแล็ป ถึงกระนั้นต้นทุนที่ได้มาสูงกว่าราคาหนังแท้มากจนไม่มีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์อย่างไรก็ตาม หนังเทียมทั้ง PU / PVC ก็คงมีลักษณะพื้นฐาน หลายอย่างที่แตกต่างจากหนังแท้และ หลายอย่างเหมือนหรือ ใกล้เคียงกับหนังแท้ ตัวอย่างเช่น รอยย่นผิวบน ปกติหนังเทียม PVC จะไม่เกิดรอยย่นเมื่อเวลา พับด้านผิวบนเข้าหากันเพราะมีความกระด้างมาก ขณะที่ Semi-PU และหนังเทียม PU จะมีรอยย่นดูคล้ายหนังแท้ ผิวหน้าของหนังเทียม PU มักมีความหนืด ติดมือ (sticky) ขณะหนังเทียม PVC กลับมีความแห้งลื่นมากว่า เมื่อเทียบกับหนังแท้ ด้านหลังของหนังเทียม PVC โดยปกติจะเป็นผ้าทอ หากไม่มีหลังผ้า ก็จะเห็น เป็นชั้นพลาสติก ขณะที่หนังเทียม PU ทั่วไปก็เช่นกัน เว้นแต่บางเกรด (Coaggulation by Dipping base) ที่ถูกนำไปขัดด้วยกระดาษทรายด้านหลัง จนทำให้เป็นขนดูคล้ายหนังกลับหรือเส้นใย หนังแท้


วิธีดูหนังแท้-เที่ยมแบบง่ายๆ

ใช้มือกดดูครับ ถ้าจิ้มลงไปแล้ว หนังแท้ จะมีรอยย่น แล้วรอยเหี่ยว หนังเทียม อาจจะมีรอยย่น แต่ไม่มีรอยเหี่ยว


หนังเทียมเกรดต่ำ กดแล้วจะเป็นแบบนี้ครับ



หนังเทียมเกรดสูง



หนังแท้ครับ





วิธีการทำความสะอาดเบาะหนังแท้

ถ้าหากคิดว่าเราจะยกเอาเบาะหนังออกมาล้างเหมือนกับเบาะผ้านี่ ขอให้คิดใหม่เพราะถ้าเป็นไวนิลหรือหนังเทียมก็พอจะยกออกมาล้างได้เหมือนกัน สะดวกกว่าด้วย แต่ถ้าเป็นหนังแท้   ไม่ว่าจะมากหรือน้อย คือเป็นหนังแท้ทั้งเบาะหรือแค่บางส่วน ห้ามยกออกมาล้าง ห้ามตากแดดนะครับ เขากรรมวิธีของเขาอยู่แล้ว ง่ายๆ เบาแรงแต่ใช้เวลามาก เริ่มกันด้วยน้ำยาที่ใช้ทำความสะอาด ไม่แนะนำให้ใช้ผงซักฟอกเพราะจะทำให้หนังแห้งและแข็ง แต่ขอให้ใช้น้ำสบู่เหลวที่มีขายกันอยู่ทั่วไปนี่แหละมาละลายน้ำสะอาดๆ อุปกรณ์ที่เหลือก็จะเป็นแปรงสีฟัน กับผ้าขนหนูเท่านั้นเอง สาเหตุที่ให้ใช้แปรงสีฟันอ่อนๆ ก็เพราะผิวหน้าของหนังนั้นจะเป็นร่องเล็กๆ ซึ่งเป็นลายธรรมชาติของมัน นอกจากนั้นตัวหนังเมื่อโดนความชื้น หรือน้ำก็จะมีความอ่อนตัว ซึ่งถ้าเป็นแปรงที่มีความแข็งมากเกินไป มันจะขูดทำลาย  ผิวหน้าจนเกิดเป็นขุยขึ้นมา จึงควรใช้แปรงสีฟันที่เราใช้งานจนหมดสภาพแล้วก็ได้ (ความจริงซื้อของใหม่ก็ราคาไม่เท่าไรนะ เพราะไม่จำเป็นต้องซื้อของแพงอยู่แล้ว) เมื่อได้เวลาอันสมควรก็จัดการใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำยาที่ผสมเอาไว้  บิดให้พอหมาดๆ เพื่อเอาไปเช็ดให้ทั่วเบาะ ในขึ้นตอนนี้จะสามารถล้างเอาสิ่งสกปรกออกมาได้ในระดับพื้นผิว เมื่อเช็ดไปสัก 2 รอบเราก็ใช้แปรงสีฟันชุบน้ำยาเอาไปขัดเบาะๆให้ทั่วเบาะ จะสามารถเห็นความสกปรกได้อย่างชัดเจนจากขนแปรง ที่ดำขึ้นมาทันที เมื่อขัดและเช็ดจนมั่นใจว่าสะอาดเรียบร้อยดีแล้ว สุดท้ายก็จะเป็นการเช็ดล้างด้วยน้ำเปล่า เพื่อเอาคราบน้ำสบู่ออก ซึ่งงานนี้ไม่จำเป็นต้องใช้แปรงก็ได้ ใช้เพียงผ้าขนหนูสะอาดๆ   ชุบน้ำบิดพอหมาดแล้วเอาไปเช็ดที่เบาะอีกสัก 2-3 รอบเท่านี้เบาะรถคุณก็จะกลับมาสดใสเหมือนใหม่อีกครั้ง  เกือบลืมไป การจะตากให้เบาะหนังแห้งนั้นแค่เปิดกระจกไว้หน่อย เท่านั้นก็พอครับ เพราะตัวเบาะหนังไม่ได้ชุ่มน้ำเหมือนกับเบาะผ้า และเมื่อแห้งดีแล้วก็ลงน้ำยารักษาหนังได้อีกเพื่อช่วยคงความนุ่มมวลและยังเป็นการช่วยยืดอายุของหนัง  ไม่ให้เปี่อยเร็วอีกด้วย
    
การล้างทำความสะอาดเบาะรถนั้นทำได้ไม่ยากแต่ต้องใช้เวลามากเท่านั้นเอง ด้วยเหตุนี้เวลาที่รถเราโดนน้ำท่วมหรือเด็กๆ ทำขนมหรืออย่างอื่นหกใส่ หรือจะเป็นเพราะใช้งานมานานก็แล้วแต่ แค่เรามีเวลาสัก 2-3 วันเท่านั้น ก็เพียงพอสำหรับ  การล้างทำความสะอาดแบบชนิดที่ทำให้ภายในห้องโดยสารมีกลิ่นหอมโดยไม่ต้องพึ่งน้ำหอบปรับอากาศเลย สนใจจะทำเองก็ลองมองหาวันที่ไม่ต้องใช้รถและอากาศสดใส มีแดดเยอะๆ ไว้ได้แล้วครับ  

ข้อควรระวัง

           1. ห้ามใช้สารตัวทำลาย (Solvent) เช็ดรอยด่าง
           2. ห้ามทำความสะอาด เมื่ออุณหภูมิเบาะสูงเกิน 500C (50 องศาเซียส)
           3. ห้ามเช็คด้วยผ้าผิวหยาบ

 ลั้น ลัน ลา



มีคำถามค่ะ   ถ้าเอาเบาะหนังเทียมหุ้มทับกับเบาะผ้ากำมะหยี่ที่ตอนออกรถจากศูนย์เลยเนี่ย  จะมีผลอะไรกับผ้าเบาะกำมะหยี่มั้ยค่ะ ทั้งระยะสั้นระยะยาว
บันทึกการเข้า
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #351 เมื่อ: 10 เม.ย. 2013, 09:23 AM »

ระยะสั้นไม่มีแน่ๆครับ ระยะยาวก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหานะครับ มันก็เหมือนเราเอาอะไรครอบไว้เท่านั้นเองครับ


 ลั้น ลัน ลา
บันทึกการเข้า

-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #352 เมื่อ: 11 มิ.ย. 2013, 10:59 PM »

ความว่า " ++เรื่อง ท่อไอเสีย อยากรู้ต้องอ่าน ++ "

" วันนี้ลองมาว่ากันถึงเรื่องท่อไอเสียกันล้วนๆเลยดีกว่านะครับ เอากันตั้งแต่ต้นยันปลายตูดรถเลย แต่คงไม่ได้คาดหมายว่าตั้งตนเป็นผู้รู้แล้วมาเขียนให้เป็นคัมภีร์อ้างอิง ชี้ถูกชี้ผิด ชี้เป็นชี้ตายแต่อย่างไร เอาเป็นว่ามาแบ่งปันความเชื่อกัน แบบว่ารู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามอะไรทำนองนั้น จากประสบการณ์ทำงานมาสิบกว่าปี สถานทีทำงานห้าหกแห่ง(งานอย่างอื่นนะครับ ไม่ได้ทำร้านท่อไอเสีย) เชื่อเสมอมาว่า Science กับ Art มันวิ่งสวนทางกัน Engineer กับ Sales/Marketing ไม่เคยนั่งกินข้าวกลางวันโต๊ะเดียวกัน ถ้าจะเชื่อก็ขอให้เชื่ออย่างมีเหตุผลละกันนะครับ

ก่อนเข้าเรื่องต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ท่อไอเสียมันมีหน้าที่ไว้ทำอะไรก่อนนะครับ เผื่อจะสับสนกับท่อแอร์หรือท่อน้ำฉีดกระจก หน้าที่หลักๆของมันก็คือ
1. ข้อแรกกำปั้นทุบดินชัดๆไปเลยว่า เอาไว้ระบายไอเสียที่เครื่องยนต์มันไม่ต้องการแล้วออกจากเครื่องยนต์
2. เอาไว้ลดเสียงระเบิดในเครื่องยนต์ให้มันน้อยลง
3. เอาไว้กรองมลพิษให้ออกมาสู่อากาศให้น้อยลง


ทีนี้มาเจาะลึกกันทีละข้อเลยนะครับ ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังหน้าที่ของมันเนี่ยมันเริ่มตรงไหน อย่างไร ทำไม เพราะอะไร

มาที่ตัวไอเสียก่อน ไอเสียนี่ก็คือสิ่งที่เหลือจากการเผาไหม้ของน้ำมันที่ผสมกับอากาศ(บางคันอาจจะมีไนโตรเจนปนมาบ้าง) สิ่งที่หลงเหลือจะประกอบไปด้วยสารหลายอย่าง เช่นคาร์บอนมอนนอกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฟอสฟอรัส และพวกโลหะหนักต่างๆเช่น ตะกั่ว และ โมลิบดีนัม ทั้งหมดนี้จะรวมออกมาในรูปของกาซที่พุ่งออกมาภายใต้แรงดันของกระบอกสูบ ผ่านต่อมายังท่อรวมไอเสียหรือที่เรียกว่า Exhaust Manifold หรือบางคันก็จะเป็น Header ก็สุดแท้แต่ เรื่อง Header เอาไว้ก่อนละกันนะครับ เดี๋ยวค่อยว่ากันทีหลัง เอาเรื่องท่อรวมไอเสียแบบพื้นๆธรรมดาๆก่อน

ท่อรวมไอเสียส่วนใหญ่จะทำมาจากเหล็กหล่อเป็นดุ้นๆมากกว่าจะรูปร่างเป็นท่อ ทำหน้าที่เป็นต่อออกมาโดยตรงจากกระบอกสูบแล้วมารวมกัน ถ้าเครื่องสี่สูบก็จะมีสี่ท่อ จะรวมมาเป็นสองท่อก่อน หรือจะรวมทีเดียวเป็นหนึ่งท่อเลยก็แล้วศรัทธาของค่ายไหน แต่ไอ้แบบสี่ท่อออกมาจนถึงท้ายรถยังไม่เคยเห็น ดุ้นรวมไอเสียแบบธรรมดานี้หน้าตาก็บอกแล้วค่อนข้างปล่อยให้ไอเสียไหลไม่ค่อยคล่อง เครื่องยนต์ก็เลยต้องใช้ความพยายามหนักหน่อยที่จะผลักให้ไอเสียมันผ่านดุ้นนี้ออกมา ก็เลยเสียกำลังไปบ้าง


ตอนที่ไอเสียมันหลุดออกมาจากกระบอกสูบ ถ้าใครเคยได้ยินรถที่ติดเครื่องเปล่าๆไม่มีท่อรวมไอเสียคงจะรู้ว่ามันดังมาก ย้ำว่าดังมากๆ ดังราวๆกันเสียงปืนเลยทีเดียว ไอเสียมันจะออกมาด้วยแรงดันที่สูงมากที่เกิดจากแรงระเบิดส่วนนึง และจากการขับไล่ไสส่งจากลูกสูบส่วนนึง และอีกส่วนนึงผมยังไม่บอกตอนนี้ละกันอ่านไปเรื่อยๆเดี๋ยวหลุดออกมาเอง


ทีนี้แถมาเรื่อง Header อีกหน่อย ในเมื่อไอเสียมันลอดไปตามรู Header เหมือนกันแล้วเมื่อกี้พูดเหมือนกับว่า ไอเสียมันจะลอดไปดีกว่าแบบธรรมดา มันเป็นยังไงกันแน่ คือแบบนี้ครับ มันดีกว่าในข้อแรกคือ Header มันคือท่อ และมันทำจากท่อ มันจึงดูเหมือนท่อมากกว่า จะดัดจะโค้งจะทำให้ยาวให้สั้นได้ดีกว่า ไอเสียมันก็เลยแยกกันไหลได้ดีกว่าแบบธรรมดาที่เป็นดุ้นที่ไอเสียมันจะออกมาโครมมากองรวมกัน

ตรงนี้ก็คงจะมีคำถามอยู่ในใจแล้วล่ะว่า ถ้ามันบั่นทอนกำลังขนาดนั้น แล้วบริษัทรถยนต์เกือบทั้งหมดในโลกนี้ทำไมไม่ใช้ Header ใส่แบบธรรมดาๆเข้าไปหาพระแสงอันใดล่ะ คำตอบก็คือมันถูกดีครับ ลดต้นทุนไปได้เยอะ แถมติดตั้ง ถอดใส่ได้ง่ายๆอีก แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือรถที่ผลิตออกมา มันไม่จำเป็นต้องแรงเป็นรถแข่งทุกรุ่นหรอกครับ เอาไว้ขับไปจ่ายตลาดเสียก็เยอะ

ขออธิบายง่ายๆแบบนี้ละกันครับ ตอนนี้ให้ไอเสียมันไหลต่อนะครับ


ทีนี้มันจะไหลผ่านท่อไปอีกหน่อย ก่อนที่จะเข้าสู่ Catalytic Converter หรือเรียกกันสั้นๆว่า CAT หรือ KAT ก็สุดแท้แต่ แต่อ่านออกเสียงแบบไทยๆว่า ?แคท? เจ้า Catalytic Converter นอกจากจะช่วยกรองสารพิษ(บางส่วน)ที่เป็นอันตรายต่อปอดของคุณเองและผู้อื่นแล้ว ยังช่วยลดการก้องของเสียงที่จะออกมาที่ปลายท่อได้ มีคำร่ำลือปากต่อปากว่าถ้าเอา Catalytic Converter ออกแล้วรถจะแรงขึ้น อันนี้จริงและพิสูจน์ได้ทางคณิตศาสตร์ แต่สองแรงม้าห้าแรงม้าที่มันเพิ่มขึ้นมา ไม่ได้ถึงกับทำให้คุณรู้สึกได้ที่ปลายเท้าของคุณหรอกครับ บางทีแค่เอาของที่คุณเก็บไว้เต็มท้ายรถในรถออกเสียบ้าง เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง/กรองอากาศ/หัวเทียนให้ตรงเวลา หรือแม้แต่แล้วกินข้าวเย็นให้มันน้อยลงมาหน่อย มันจะทำให้รถคุณวิ่งดีขึ้นโดยไม่ต้องไปยุ่งยากตัดต่ออะไรเสียด้วยซ้ำไป ในบางประเทศถ้าคุณไปถอดมันออก เค้าถือว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษปรับหลายหมื่นไทยบาททีเดียว เก็บมันเอาไว้อย่างนั้นใต้ท้องรถเถอะครับ เชื่อผมเถอะ

พอมันออกมาจาก Catalytic Converter แล้วมันก็จะวิ่งไปอีกหน่อยก่อนเข้า Resonator และ Muffler สองตัวนี้เรียกแบบไทยๆรวมกันว่า ?หม้อพัก? แต่จริงๆแล้ว มันเป็นคนละชนิดกันนะครับ และทำงานไม่เหมือนกัน ไอ้เจ้า Resonator และ Muffler นี้อาจจะมีตัวเดียวหรือหลายตัวก็สุดแล้วแต่ การออกแบบของรถนั้นๆเค้า อ่านต่อไปอีกหน่อยนะครับ เดียวรู้เองว่ามันต่างกันยังไง


ในบางโฆษณาต่างๆที่เคยเห็นกันบ่อยๆว่า หม้อพัก สูตรเพิ่มแรงม้าอะไรเทือกนั้น อันนี้ไม่จริงครับถามนักแข่งรถ/ช่างทำเครื่องรถแข่งได้เลย เค้าจะบอกว่า หม้อพักที่ดีที่สุดก็คือ ?ไม่มีหม้อพัก? ครับ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงบนท้องถนนหลวงมันต้องมีหม้อพักเพื่อไม่ให้คุณจ่าที่ยืนรอที่หัวมุมถนนสนใจรถคุณมากนัก อีกทั้งเป็นการช่วยลดภาระของเพื่อนบ้านร่วมซอยของคุณที่ไม่ต้องมาเหน็ดเหนื่อยตื่นมาสรรเสริญเยินยอรถคุณตามหลังทุกๆวัน แต่ที่บอกว่ามันเพิ่มแรงม้านั่นมันน่าจะหมายถึงว่ามันเอาแรงม้าที่มันเสียไปจากที่ใดที่หนึ่ง กลับคืนมาให้รถคุณแบบที่มันควรจะเป็นเท่านั้นเอง

ก่อนจะปล่อยให้ไอเสียมันออกไปที่ปลายท่อ มาลองดูกันก่อนว่าเจ้า หม้อพัก เนี่ยมันหลักการทำงานอะไรบ้าง มันมีอยู่สามหลักครับคือ แบบดูดซับเสียง(Absorption), แบบจำกัดเสียง (Restriction), และแบบสะท้อนเสียง (Reflection) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหม้อพักทุกหม้อจะมีคุณสมบัติทั้งหมดที่ว่ามานี้ บางยี่ห้ออาจมีอย่างเดียว สองอย่าง หรือทั้งหมด แล้วแต่คุณภาพและราคา


เริ่มที่แบบดูดซับเสียง(Absorption) ก่อนละกัน แบบนี้เป็นแบบที่ ข้างในจะบุด้วยใยแก้ว หรือใยโลหะ ไอเสียจะวิ่งผ่านท่อข้างในที่เจาะเป็นรูพรุน (perforated tube) ที่หุ้มใยพวกนี้ไว้ ทำให้เสียงลดลง แบบดีขั้นมาอีกหน่อย ภายในมันจะถูกกั้นเป็นห้องๆจากห้องใหญ่ไปห้องเล็ก เมื่อไอเสียวิ่งผ่านห้องพวกนี้ มันจะค่อยๆช้าลงเสียงมันจะลดลงด้วย ข้อเสียของแบบนี้คือไม่ค่อยลดเสียงเท่าไหร่ แต่ข้อดีคือไอเสียผ่านได้คล่อง

แบบจำกัดเสียง (Restriction) แบบนี้เป็นแบบมาตรฐานที่เห็นได้ในหม้อพักติดรถและตามร้านท่อไอเสียทั่วๆไป ข้อดีมองไม่เห็นข้อเสียก็ไม่ค่อยชัด เหมือนเดินไปในร้านอาหารบอกว่าอยากกิน Coke แต่เด็กหยิบ Pepsi มาให้หน้าตาเฉย คนก็กินได้หน้าตาเฉย เอาเป็นว่าถ้าอยากกินน้ำซ่าๆสีดำๆ ให้พูดว่า Coke มันจะเป็นยี่ห้ออื่นอะไรก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญที่จะมาไม่จ่ายตังกัน เอาเป็นว่าข้ามไปเลยละกันนะครับ

แบบสะท้อนเสียง (Reflection) แบบนี้เด็ดมาก ต้องคำนวณออกแบบกันให้ดีเลยละครับ ไม่งั้นไม่ work แน่นอน ภายในจะออกแบบให้คลื่นเสียงสะท้อนหักล้างกันภายใน ลองนึกถึงสมการคณิตศาสตร์ที่เรียนตอนเด็กๆ เมื่อโยกตัวแปรทุกอย่างมาทางซ้ายทางขวาจะเท่ากับศูนย์ แล้วคุณก็จัดการตัดเหล็ก พับเหล็ก ม้วนเหล็กตามค่าตัวแปรนั้นเสีย มันเป็นแบบนั้น นี่คือหลักการของ Resonator ด้วย


เอาล่ะครับเข้าเรื่องได้แล้ว นี่คือตัวเอกของเรื่อง มาทำความรู้จักสิ่งที่เรียกกันว่า Exhaust Pulse กันดีกว่า ผมอยากใช้คำว่า ?ชีพจรของไอเสีย? จัง ฟังดูขลังดี แต่รู้สึกแปลกๆไม่เหมือนว่ากำลังคุยกันเรื่องรถยนต์ เอาเป็นว่าผมเรียกมันว่า Pulse ละกัน เดี๋ยวอ่านจบแล้วรู้ว่ามันคืออะไรช่วยบัญญัติคำสวยๆให้ผมหน่อยเถอะ

Pulse นี่สำคัญ จากที่พูดไว้ตอนแรกแล้วว่า ไอเสียมันออกมาจากเครื่องยนต์ภายใต้แรงดันสูง ทีนี้จดลงไปเพิ่มอีกนิดว่า ?มันจะออกมาทีละสูบไม่พร้อมกันและจะออกมาเป็นช่วงๆมีช่วงเว้นวรรคระหว่างสูบ? ไม่ต้องเอาหูไปแนบฟังว่ามันเว้นวรรคนานขนาดไหนนะครับ มันแค่เศษเสี้ยวของวินาทีไม่สังเกตได้ด้วยตาเปล่าและหูเปล่าๆ เมื่อวาล์วไอเสียเปิด ไอเสียจะไหลออกมา เมื่อปิดไอเสียก็ไม่มี พอเปิดอีกทีมันก็ไหลออกมาอีก ไอ้ช่วงเว้นวรรคระหว่างการคายไอเสียแต่ละสูบเนี่ย เค้าเรียกกันว่า ?Pulse? ยิ่งเครื่องยนต์สูบมาก Pulse ก็ยิ่งสั้นลง

ทีนี้จินตนาการดูว่า เมื่อไอเสียมันถูกดันออกมาเป็นช่วงๆ มันจะเป็นรูปคลื่นวิ่งตามๆกันไปอยู่ในท่อ
=>ที่ด้านใกล้เครื่องยนต์จะมีแรงดันมากสุดเทียบกับความดันบรรยากาศ
=> ที่ด้านใกล้ปลายท่อสุดจะมีแรงดันน้อยกว่าความดันบรรยากาศ
ความแตกต่างของความดันระหว่างจุดสองจุดจะทำให้เกิดแรงดูดภายในท่อ เจ้าคลื่นไอเสียจะถูกทำให้เคลื่อนตัวไปภายใต้แรงนี้

เพราะฉะนั้น ตอนนี้อยากจะสรุปไปเลยว่าไอเสียก็คือ ไอเสียที่เครื่องยนต์ไม่ต้องการที่ Pattern ของมันถูกจัดเรียงเป็นคลื่นตามลักษณะของ Pulse นั่นเอง และประสิทธิภาพของการไหลของไอเสีย จะเกิดจากการสร้างท่อไอเสียให้เกิดความแตกต่างของความดันระหว่างต้นท่อกับปลายท่อให้มากที่สุด และต้องให้ ?สอดคล้อง? กับ Pattern ของ Pulse ด้วย


เมื่อทุกอย่างลงตัว ท่อไอเสียไม่ได้เป็นแค่ท่อเหล็กที่ให้ไอเสียผ่านไปออกที่ท้ายรถเฉยๆอีกต่อไป แต่มันจะช่วย ?ดูด? ไอเสียที่อยู่ในท่อให้ออกไปเร็วขึ้นด้วย และนี่ก็คือหลักการของ Header ด้วยครับ การออกแบบ Header ให้จับคู่กัน ที่มีความความโค้งและความยาวต่างๆกัน จะทำให้เกิดแรง ?ดูด? สลับกันไปสลับกันมา ซึ่งกันและกันครับ

ทีนี้มาเรื่องของขนาดครับ ได้ยินกันมามากว่าท่อยิ่งใหญ่ยิ่งดี อันนี้ตอบไว้ก่อนเลยว่าไม่จริง

แต่ถ้าบอกว่าเครื่องยนต์ของคุณมันต้องการท่อขนาด 3 ? นิ้ว (ไม่ว่าคุณจะไปโมเครื่องยนต์มันมาหรืออย่างไรก็ตามเถอะ) แต่ท่อเดิมของคุณมันเป็น 2 นิ้ว แล้วรถมันวิ่งไม่ออก ไม่แรง คุณต้องไปทำให้มันใหญ่ขึ้นเป็น 3 ? มันถึงจะแรง อันนี้จริง

แต่ไม่ได้หมายความรถคุณใช้ 2นิ้วอยู่ดีๆแล้วไปเปลี่ยนเป็น 3 ? นิ้วแล้วมันจะแรง อันนี้ไม่จริง ฟังดูแล้วขัดๆกับความรู้สึกนะครับ เป็นไปได้ไง ใหญ่กว่ามันต้องไหลดีกว่าสิ เขียนผิดหรือเปล่า ยืนยันอีกทีครับว่าไม่ผิด หลักการที่คุณพูดมันอาจจะถูกถ้าเราพูดถึงท่อระบายน้ำทิ้งที่อ่างล้างหน้า แต่นี่เรากำลังพูดถึง แรงดันที่ต้นท่อ แรงดันปลายท่อ และรูปร่างของ Pulse ครับ ลองกลับขึ้นไปอ่านด้านบนเพื่อความเข้าใจอีกทีหนึ่ง

มัน ?เกือบ? จะมีสูตรสำเสร็จสำหรับขนาดของท่อบอกไว้เหมือนกันนะครับ ว่ารถคุณควรจะใช้ท่อขนาดไหน ตามนี้ครับ
200 +/- แรงม้า ควรจะ 3 นิ้ว
250-300 แรงม้า ควรจะ 3 ?- 4 นิ้ว
400-500 แรงม้า ควรจะ 4 นิ้ว
500 แรงม้าขึ้นไป อันนี้ตามสะดวกแล้วล่ะครับ

น่าจะครบแล้วนะครับ ต้นท่อ ปลายท่อ ขนาดท่อ อะไรที่มันวิ่งอยู่ในท่อ หวังว่าคงให้ความกระจ่างได้ไม่มากก็น้อยนะครับ

 ลั้น ลัน ลา
บันทึกการเข้า

-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #353 เมื่อ: 11 มิ.ย. 2013, 11:00 PM »

และมีความคิดเห็นประกอบ

" เรื่องน่าคิดของขนาดท่อไอเสีย
ขนาดของท่อไอเสีย ส่งผลต่อการคายไอเสียออกจากห้องเผาใหม้มากที่สุด
ไอเสียถูกคายออกเร็วไป ( ค่าFlow ไอเสียสูงมาก ) จะส่งผลให้ไอดีที่กำลังประจุใหม่ไหลออกตามไปด้วย
ทำให้ปริมาณของไอดีลดลง ส่งผลให้การจุดระเบิดไม่รุนแรง >>> กำลังเครื่องลดลง

ไอเสียถูกคายออกช้าไป ( ค่าFlowไอเสียต่ำ ) จะส่งผลให้ไอดีที่กำลังประจุใหม่ถูกต้านไว้ไม่ให้ไหลเข้าได้หมด
ทำให้ปริมาณของไอดีลดลงเช่นกัน ส่งผลให้การจุดระเบิดไม่รุนแรง >>> กำลังเครื่องลดลง

ท่อขนาดใหน ระบายไอเสียได้เร็ว ( ค่าFlow สูง ) .......
หลายคนยังเข้าใจผิดว่าท่อใหญ่จะระบายไอเสียได้เร็วกว่า ให้ค่าFlow ที่สูงกว่า
เรื่องนี้ ทดสอบด้วยการเปิดน้ำประปาที่บ้านเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน
ใช้ท่อยางขนาด 1 นิ้ว เปิดก๊อกจนสุด สมมุติว่าน้ำสามารถพุ่งได้ไกล 5 เมตร
หากเปลี่ยนมาใช้ท่อยางขนาด 2 นิ้ว เปิดก๊อกจนสุด จะพบว่าน้ำสามารถพุ่งได้ไกลน้อยกว่า 5 เมตรแน่นอน
จะให้น้ำพุ่งไปไกล 5 เมตรเท่าเดิม ก็ต้องเพิ่มแรงดันน้ำเข้าไปอีก

ในรถยนต์ก็เหมือนกัน......
เครื่องยนต์ Standard เขาออกแบบท่อไอเสียให้มีค่าการFlow ของไอเสียที่เหมาะสมกับมวลของไอเสีย -
ที่รอบเครื่องยนต์แต่ละย่านความเร็ว แล้วหาค่าเฉลี่ยของแรงม้าและแรงบิดที่ได้ออกมา โดยเลือกเอาค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุด
ด้วยการทดสอบบนDyno จะพบว่าค่าแรงม้าและแรงบิด มันสัมพันธ์กันกับค่าFlow ของไอเสีย ตามรอบของเครื่องยนต์
หากเครื่องไม่มีการModify ด้วยการเพิ่มน้ำมันและอากาศเข้าไปมากกว่าเดิม นั่นคือมวลของไอเสียเท่าเดิม
เมื่อเราเพิ่มขนาดของท่อไอเสียเข้าไป( ให้ใหญ่ขึ้น ) มันจะส่งผลให้การFlow ของไอเสียลดลง
นั่นคือ คายไอเสียไม่ออก ไม่ใช่คายไอเสียได้ดีกว่าเดิม สิ่งที่จะตามมาคือ แรงม้าและแรงบิดลดลง
ถ้าเป็นเครื่องยนต์แบบTurbo การคายไอเสียไม่ออก ยังส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมที่โข่งหลังของTurbo
ทำให้โข่งหลังแตก หรือร้าวได้
หากต้องการให้ค่าFlowของไอเสียเพิ่มขึ้น นั่นคือต้องเร่งรอบเครื่องยนต์ให้สูงขึ้น
รถที่ท่อใหญ่กว่าStandard จึงให้แรงม้าและแรงบิดที่รอบสูงกว่าปกติ ( บางคนบอก ท่อใหญ่ได้ปลาย )

ท่อไอเสียที่มีขนาดเหมาะสมที่สุด ก็คือท่อที่ให้ค่าFlowของไอเสียคงที่ๆสุด ทั้งรอบสูงและรอบต่ำ
แต่อย่างว่าละครับ ทุกอย่างมีได้มีเสีย ท่อบางขนาดก็จะดีในช่วงรอบต่ำ แต่มาเสียในช่วงรอบสูงๆ
การที่จะให้ท่อไอเสียตอบสนองทุกย่านความเร็วรอบให้คงที่จึงเป็นไปไม่ได้
แต่ก็วิธีแก้ คือทดสอบเก็บค่าทุกย่านความเร็วรอบ และหาค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุดเอา
และการทดสอบ ต้องกระทำบนDyno และมีการวัดค่าFlow ของไอเสียตลอดย่านความเร็วรอบเท่านั้น

"สรุป ท่อไอเสียขนาดเล็กกว่า จะส่งผลดีที่รอบต่ำ แต่อาจจะไม่ดีที่รอบสูงๆ ถ้ามันเล็กเกินไป
"
และท่อไอเสียขนาดใหญ่กว่า จะส่งผลดีที่รอบสูง แต่อาจจะไม่ดีที่รอบต่ำๆ ถ้ามันใหญ่เกินไป
ท่อที่ดีที่สุดคือท่อที่มีขนาดเหมาะสม สามารถระบายไอเสียออกได้หมดพอดี ไม่เร็วหรือช้าจนเกินไป
คุณจึงต้องเลือกเอาว่าจะเอาไปใช้งานแบบใหน และรถคุณมีPower Band แบบใด

* ขอขอบคุณทุกท่านผู้รู้ข้างต้นที่นำความรู้มาแบ่งปันให้กับคนรักรถด้วย ณ.ที่นี้ครับ

 ขอบคุณคร๊าบ
บันทึกการเข้า

phumchai_c
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 8445
กระทู้: 3


สมาชิกเมื่อ: ธ.ค. 2009
เพศ: ชาย


« ตอบ #354 เมื่อ: 23 มิ.ย. 2013, 04:27 PM »

ขอบคุณข้อมูลดีๆ ดีคร๊าบ ดีคร๊าบ
บันทึกการเข้า
-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #355 เมื่อ: 26 มิ.ย. 2013, 01:11 PM »

เรื่องฟิลม์นิดนึงครับ

ความร้อนจากแสงแดดที่ยิงมาสู่รถเรานั้นมันประกอบด้วย 3 สเป็คตรัมครับ

ในแสงแดด ประกอบด้วย
1. UV (ความยาวคลื่น 100-400nm) มีเพียง 6%

2. Visible Light (ความยาวคลื่น 380-780nm) มีอยู่ 53%

3. Infra-red (ความยาวคลื่น 700-2,400nm) มีอยู่ 47%

ซึ่งในแสงทั้ง3 สเป็คตรัมนี้ UV นั้นมีปริมาณน้อยที่สุด สามารถป้องกันได้ง่ายสุด
ซึ่งจะเห็นฟิลม์หลายๆยี้ห้อบอกกว่ากัน UVได้99.9%

ความจริงแล้ว UVนั้นอันตรายต่อจอประสาทตาถ้าโดนจังๆ แต่เนื่องจากมันมี
ความถี่คลื่นสูง มันจึงสูญเสียพลังงานได้ง่ายมาก เพียงแต่พลาสติกใสธรรมดา
ของแว่นกันแดด no name ก็กัน UV ได้ 99.9% แล้วเหมือนกันครับ

แต่โจทย์เราคือเรื่อวความร้อนจากแสงอาทิตย์ ซึ่งทัพหลักคือ แสงที่ตาเราเห็นกับ IR

ฟิลม์ทั่วๆไปที่มีค่าความเข้มสูง มืดๆหน่อย จะทำแต้มได้ดีในส่วนการกันแสงที่มองเห็นได้ครับ
แต่อย่างลืมว่าสีดำก็กลืนความร้อนได้ดีกว่าสีสว่างๆเช่นสีขาว เหตุผลเพราะว่าการสะท้อนแสง
ดังนั้นฟิลม์ที่เคลือบปรอทจะช่วยในเรื่องของการสะท้อนออก
ของแสงออกไปไม่ให้ความร้อนมาสะสมที่ตัวฟิลม์รถยังไงครับ

ส่วนสุดท้าย รังสีใต้แดง หรือ Infra-Red ซึ่งมีช่วงความยาวคลืนสูงที่สุด
ในส่วนนี้ การใช้ความเข้มของฟิมล์ดำมาป้องกันจะแทบไม่เห็นผลเลย

การป้องกันรังสี IR โดยส่วนใหญ่จึงใช้วิธีใช้อนุภาคโลหะสะท้อนหรือดูดซับไว้
ฟิลม์ที่แพงๆ เค้าจะใช้อนุภาคโลหะยิงลงไปในเนื้อฟิลม์เป็นชั้นๆๆ ซ้อนๆกัน
ยิ่งหลายชั้นยิ่งแพงครับ

ดังนั้น IR ที่นำความร้อนมาสู่รถเป็นปริมาณ เกือบครึ่งหนึ่งของความร้อนทั้งหมด จะถูกฟิลม์อนุภาคโลหะแพงๆสกัดไว้ได้สูงมากกว่ารุ่นทั่วๆไปครับ

สรุป

1. ฟิมล์ปรอทสูงๆจะกันความร้อนดีกว่า ที่ความมืดเท่ากับฟิลม์ดำไม่ปรอท (การสะท้อนแสง Visible light ดีกว่า)

2. ฟิลม์แพงๆ หากมืดเท่ากับฟิมล์ดำทั่วไป ก็ยังเย็นกว่ามาก เนื่องจากทำแต้มในส่วนป้องกัน/สะท้อน ความร้อนที่มาจาก IR ได้ดีกว่าฟิมล์ทั้วไปเยอะ

3. ฟิลม์แพงๆ V-Kool VK series, 3M Crystalline จะมีส่วนปรอทอยู่บ้าง
แต่ไม่มากเท่าฟิมล์ปรอทเยอะๆ เนื่องจาก ฟิลม์ปรอทจะเห็นเงาสะท้อนในขณะขับขี่เยอะ
ยิ่งฟิลม์ดำมากเท่าไร เงาสะท้อนยิ่งเห็นชัด ถ้าเทียบตัวๆแล้ว ฟิลม์แพงๆจะทำคะแนนได้ดีพอๆกัน
เมื่อเทียบกับพวกฟิลม์ ปรอทมากๆ+มืดๆ แบบจัดเต็ม
ซึ่งถูกกว่าเยอะ แต่ต้องแลกมาด้วยทรรศวิสัยการขับขี่ที่แย่ลง
บันทึกการเข้า

jkhiphop
นักแข่งระดับเทพ
*****

ความดี ความชอบ : 46
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 4548
กระทู้: 840


สมาชิกเมื่อ: เม.ย. 2009
เพศ: ชาย
จาก: ปทุม-ดอนเมือง
ชื่อเล่น: ต่อ  เค้าเรียกกันว่า น้าต่อ (ไม่รู้ทำไม เราก็ยังไม่แก่)
รถ: JAZZ  2009
รุ่น: V AT SRS
สี: WHITE
ชื่อเล่นรถ: JK HIPHOP


« ตอบ #356 เมื่อ: 20 ส.ค. 2013, 09:01 PM »

เข้ามาดูนึกว่าพี่ตั้มจะลงท่อ  อี่ อี่
บันทึกการเข้า

-TUM-
Moderator
*****

ความดี ความชอบ : 516
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 2545
กระทู้: 5,432


สมาชิกเมื่อ: พ.ย. 2008
เพศ: ชาย
จาก: Bangkok
ชื่อเล่น: Tum
รถ: Honda FIT GP
รุ่น: Hybrid
สี: Silver Metallic
ชื่อเล่นรถ: -TUM-

เว็บไซต์
« ตอบ #357 เมื่อ: 25 ส.ค. 2013, 07:50 PM »

เรื่องความแรงไม่สนใจเลยครับ เกินวัยละ ท่อเดิมๆดีสุดปล่อยมลพิษน้อยสุดครับ

 ช๊อบ ชอบ
บันทึกการเข้า

nonglekka
มือใหม่
*

ความดี ความชอบ : 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 64607
กระทู้: 16


สมาชิกเมื่อ: ธ.ค. 2013
เพศ: หญิง
จาก: กรุงเทพ
ชื่อเล่น: เล็ก
รถ: honda jazz
รุ่น: v
สี: red


« ตอบ #358 เมื่อ: 03 ธ.ค. 2013, 08:26 PM »

ชอบข้อมูลของพี่มากเลยค่ะ ทั้งแน่น ทั้งมีประโยชน์ หวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลพี่นะคะ เยี่ยม
บันทึกการเข้า
bigboyza2009
มือสมัครเล่น
**

ความดี ความชอบ : 3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ID: 44572
กระทู้: 95


สมาชิกเมื่อ: ธ.ค. 2012


« ตอบ #359 เมื่อ: 30 มี.ค. 2014, 04:12 PM »

ข้อมูลพี่เจ๋งมากๆครับ โดยเฉพาะเรื่องท่อ(เพราะว่าผมกำลังคิดจะเปลี่ยน) ผมใช้ s/mt 2013 อยากให้มีเสียงบ้างไรบ้างเวลาลาก เวลาเชน แต่ก็ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย อยากทำแต่ก็กลัวเรื่องความเร็วหรือกำลังเครื่องจะลดลง ประเภทที่ว่าดังแต่ท่อล้อไม่หมุนอันนี้ก็รับไม่ได้ จริงของพี่ครับ ของเดิมๆดีสุด แต่ใจลึกๆก็ยังอยากอยู่ดี
เอาเป็นว่าถามกันซื่อๆเลยครับ แค่อยากให้มีเสียงทุ้มๆ นุ่มๆ แต่ไม่ดังเวอร์ กำลังรถคงเดิม พี่พอจะแนะนำสไตล์ของท่อพักปลายซักแบบ ได้ไหมครับ
บันทึกการเข้า

NV Yangyont HJL Sponsor Vision HJL Sponsor TS Motor HJL Sponsor PTC Gas PTC Crystal Glass X Bar Leo Oil SK II Motor Sport HJL Sponsor
Car Cover 2 You TT Auto Xenon เกษตร-นวมินทร์ HJL Sponsor ว่าง Mr. Prakanpai TT Auto Xenon Rama9 and Ratchada HJL Sponsor ว่าง S.V.AUTO SHOP HJL Sponsor RPM Auto HJL Sponsor

หน้า: 1 ... 16 17 [18] 19
พิมพ์
กระโดดไป:  

 

 

Google

Theme orange-lt created by panic. | Customized and installed under the name Blue Jazz Advance by Kob Ob Ob. Contact: admin@hondajazzlover.com


website monitoring service Spam Poison.Com